ความสับสนในพระพุทธศาสนา

จุดที่ทำให้เกิดความเข้าใจสับสนในพระพุทธศาสนา

กล่าวตามข้อเท็จจริง ต้นเหตุที่ทำให้เกิดความสับสนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในการทำความศึกษาเรื่องธรรมะในพระพุทธศาสนา ก็คือ

๑.การไม่เข้าใจเรื่อง “จิต” กับ “วิญญาณ”(อาการของจิต)
๒.การไม่เข้าใจความหมายของคำว่า “อัตตา” และ “อนัตตา”

๑.การไม่เข้าใจเรื่อง “จิต” กับ “วิญญาณ” (อาการของจิต)

ผู้ศึกษาธรรมะโดยมากมักจะเข้าใจว่า จิตเกิดดับ และเมื่อเข้าใจว่าจิตเกิดดับแล้ว ก็พลอยทำให้เข้าใจไปว่า จิตกับวิญญาณเป็นอันเดียวกัน แต่ก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ที่เข้าใจว่าจิตไม่เกิดดับ และจิตกับวิญญาณมีความหมายแตกต่างกัน

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้เอง จึงได้กลายเป็นจุดที่ทำให้เกิดความสับสนมืดมัว แก่ผู้ที่เข้ามาศึกษาธรรมะ ในพระพุทธศาสนาในภายหลังเป็นอันมาก

เกี่ยวกับเรื่องจิตเกิดดับหรือจิตไม่เกิดดับนั้น ได้ยกมาแสดงไว้แล้วในตอนต้นของหนังสือ

ส่วนจิตกับวิญญาณเป็นอันเดียวกันหรือไม่นั้น เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดขึ้นในภายหลัง ผู้ศึกษาจึงต้องนำพุทธพจน์จากพระสูตรสำคัญๆ เช่น “อนัตตลักขณสูตร” เป็นต้น มาสอบเทียบเพื่อพิจารณาโดยเฉพาะ จะนำเอาความคิดเห็นของอาจารย์ธรรมะ หรือตำราในภายหลังมาหักล้างไม่ได้

ใน “อนัตตลักขณสูตร” พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน พระปัญจวัคคีย์ เรื่อง รูป (อารมณ์) เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (อาการของจิตอันเนื่องด้วยอารมณ์) ซึ่งสัตว์ทั้งหลายยึดมั่นถือมั่น และหวังจะให้เป็นไปดังใจหมาย,อยู่โดยทั่วกัน

ทรงชี้แจงแสดงให้เห็นว่า แต่ละอย่างเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ถาวร เป็นทุกข์ และไม่อาจบังคับบัญชาให้เป็นไปดังใจหวังได้ จนกระทั่ง จิตของพระปัญจวัคคีย์หลุดพ้นจากการเข้าไปยึดถือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อีกต่อไปในที่สุด

ซึ่งแสดงว่า จิต ต่างกับ วิญญาณ อย่างชัดเจน

ข้อสังเกตสำหรับการตรวจพิจารณาเรื่อง จิตกับวิญญาณ ซึ่งต่างก็เป็นคำนามเหมือนกันนี้ อีกประการหนึ่ง ก็คือ

พระพุทธองค์ทรงใช้ คำกริยา กับ “จิต” เมื่อมีความหมายว่า “ทรงไว้ซึ่งธาตุรู้” ว่า “วิมุตติ (จิตหลุดพ้น)” บางแห่งก็ใช้ว่า “วิโมกข์ หรือ วิโมกขธรรม”

และทรงใช้ คำกริยา กับ “วิญญาณ” เมื่อมีความหมายว่า “รับรู้อารมณ์จนเสียคุณภาพเดิมไปแล้ว” ว่า นิรุชฌ์บ้าง, อัสดงค์บ้าง ซึ่งแปลว่า “ดับ” คือ การรับรู้อารมณ์เรื่องนั้น,ดับไปแล้ว

คำกริยา “หลุดพ้น” กับ “ดับ” สองคำนี้ มีความหมายชัดเจนในตัวเองแล้วว่าแตกต่างกัน โดยไม่จำเป็นต้องอธิบาย เพิ่มเติมอีกแต่ประการใด ดังนั้น จึงชี้ความแตกต่างของคำว่า “จิตกับวิญญาณ” ได้อีกทางหนึ่ง

ใน “นกุลปิตาสูตร” พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า

“ดูก่อนนกุลปิตาคหบดี บุคคลผู้ที่ไม่ได้สดับศึกษา ไม่ได้รับคำแนะนำจากพระอริยะนั้น เมื่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ปรวนแปรไป จิตย่อมปรวนแปรไปด้วย

ส่วนผู้ที่ได้สดับศึกษา ได้รับคำแนะนำจากพระอริยะนั้น เมื่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ปรวนแปรไป จิตย่อมไม่ปรวนแปรไปด้วย

ดูก่อนท่านคหบดี จงทำความศึกษาว่า จิตนี้จักไม่ปรวนแปรไปตาม รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเถิด”

จากตัวอย่างที่ยกมา ๒ พระสูตรข้างต้น แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “จิต” ไม่ใช่ “วิญญาณ”

หมายเหตุ :
จิต คือ ธาตุรู้
วิญญาณ คือ อาการของจิตอันเนื่องด้วยอารมณ์ เป็นขันธ์หนึ่ง ในขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)

คนตาบอดมีจิต แต่ไม่มี(จักขุ)วิญญาณ (คือ ไม่อาจรับรู้อารมณ์ทางตาได้)
คนหูหนวกมีจิต แต่ไม่มี(โสตะ)วิญญาณ (คือ ไม่อาจรับรู้อารมณ์ทางหูได้)

แสดงว่า มีจิต โดย ไม่ต้องมีวิญญาณ ก็ได้ แต่ถ้า มีวิญญาณ โดย ไม่มีจิต ย่อมไม่ได้

๒.การไม่เข้าใจความหมายของคำว่า อัตตา และ อนัตตา

การไม่เข้าใจความหมายของคำว่า “อนัตตา” เป็นจุดสำคัญอีกจุดหนึ่งในพระพุทธศาสนา ที่ทำให้ผู้ศึกษาธรรมะเข้าใจไขว้เขวอย่างมากมาย

กล่าวโดยความจริงแล้ว คำว่า “อนัตตา” นี้แปลว่า “ไม่ใช่ตัวตน” แต่ส่วนใหญ่ที่ได้ยินกันอยู่ในปัจจุบันนี้ กลับแปลอย่างผิดๆว่า “ไม่มีตัวตน” ไปเสีย ทำให้เกิดความเข้าใจผิดขึ้นอย่างมากมายทีเดียว

คำว่า “ไม่ใช่ตัวตน” หมายความว่า ตัวตนที่แท้จริงมีอยู่ แต่กลับหลงไปยึดเอาขันธ์ ๕ ซึ่งไม่ใช่ตัวตน เข้ามาเป็นตัวตนด้วยความเข้าใจผิด เพราะไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริง

ส่วนคำว่า “ไม่มีตัวตน” นั้นหมายความว่า “ไม่มีสิ่งใดเลย” ที่มีชีวิตจิตใจ นอกจากก้อนดิน ก้อนอิฐ ก้อนกรวด ต้นไม้ ภูเขา ฯลฯ ซึ่งเป็นวัตถุตามธรรมชาติเท่านั้น ซึ่งเป็นผลให้เข้าใจผิดว่า ไม่มีผู้กระทำกรรม และ ไม่มีผู้รับผลของกรรมนั้นๆ ด้วย

ดังที่มักจะได้ยินกันว่า บรรดาธรรมทั้งหลายนั้น มีแต่การกระทำอย่างเดียวเท่านั้น ผู้กระทำหามีไม่ เป็นต้น จัดเป็นนัตถิกทิฐิในพระพุทธศาสนานี้ ซึ่งไม่ได้มีความหมายเกี่ยวข้องกับคำว่า “อนัตตา” แต่ประการใดเลย

สำหรับคำว่า “อัตตา” นั้น เป็นสภาพธรรมที่อยู่ตรงกันข้าม กับคำว่า “อนัตตา” และมีปรากฏเป็นพุทธพจน์อย่างมากมายหลายแห่งเสียด้วย (จะกล่าวโดยละเอียดต่อไป).

※ ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๗๙-๘๒

อ่านเรื่องอัตตา-อนัตตา จากหนังสือธรรมประทีป ๙ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

พระพุทธองค์ทรงสอนพระวักกลิว่า จิตคือเรา



พระพุทธองค์ทรงสอนพระวักกลิว่า จิตคือเรา

พระวักกลิ เป็นพระภิกษุรูปหนึ่ง ที่เข้าใจผิดว่า รูปร่างกายคือเรา จึงได้ตามเสด็จพระพุทธองค์อย่างใกล้ชิด ด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องว่าได้เข้าใกล้ชิด และเข้าถึงพระพุทธเจ้าแล้ว ซึ่งพระพุทธองค์ก็ทรงทราบความในใจของพระวักกลิเรื่องนี้อยู่ เมื่อได้โอกาสจึงตรัสว่า

วักกลิ เธอสำคัญมั่นหมายเอารูปร่างกาย ซึ่งเป็นสิ่งปฏิกูลเน่าเปื่อยได้ของเรา ว่าเป็นเรา และ กระหยิ่มยิ้มย่องว่าได้อยู่กับเรา ใกล้เรา ถึงเรา คนตาบอดมืดมิดเช่นเธอ ไม่ต้องพูดถึงการเดินตามหลังก็ได้ ต่อให้จับชายจีวรของเราไว้อีกด้วย ก็ไม่เห็นเรา ไม่รู้จักเรา ไม่ถึงเรา ไม่ใกล้เรา แต่ต่างกันอย่างฟ้ากับดินทีเดียว ทางตั้งแต่ที่นี้ไปถึงเขาจักรวาลที่ว่าไกลนั้น ก็ยังนับว่าใกล้กว่า แต่เธอกับเราห่างกันไกลยิ่งกว่านั้น เป็นแสนไกลล้านไกลทีเดียว

วักกลิ เมื่อเธอต้องการจะเห็นเรา ใกล้เรา ถึงเรา เราก็จะบอกทางให้ แล้วพระองค์ก็ตรัสว่า “โย ธมฺมํ ปสฺสติ โสมํ ปสฺสติ” แปลว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา”

แสดงว่า จิต คือ ธรรม คือ เรา ส่วนรูปร่างกายไม่ใช่เรา แต่เป็นที่อาศัยของเราเท่านั้น.

※ ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๓๐

อ่านเรื่องจิต จากหนังสือธรรมประทีป ๙ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

จิต ตน ธรรม เรา คือ สิ่งเดียวกัน


จิต ตน ธรรม เรา คือ สิ่งเดียวกัน

มีเรื่องบรรยายในมหาปรินิพพานสูตร ตอนหนึ่งว่า ครั้งหนึ่ง ขณะที่พระอานนท์ได้เข้ากราบทูลถามพระอาการประชวร ของพระพุทธองค์ว่าทรงเป็นอย่างไรบ้างนั้น พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบว่า

“อานนท์ จิตของเราได้ตั้งอยู่ ณ ที่ อนิมิตตเจโตสมาธิวิหาร ไม่มีนิมิตหมายอื่นใดอยู่ เราจึงหายป่วยแล้ว เราไม่ได้ป่วย แต่ที่ป่วยนั้นเป็นเรื่องของร่างกาย

ด้วยเหตุนี้แหละอานนท์ เธอจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง หรือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง ดังนี้”

พระพุทธองค์ทรงแสดงชัดเจนว่า จิต ตน ธรรม เรา คือสิ่งเดียวกัน ส่วนรูปร่างกายนั้นไม่ใช่เรา แต่เป็นที่อาศัยของเราเท่านั้น

คำว่า อนิมิตตเจโตสมาธิวิหาร นั้น หมายถึง จิตที่ได้รับการฝึกฝนให้สลัดอารมณ์ทุกชนิดออกไปอย่างหมดจดสิ้นเชิง ด้วยความชำนาญคล่องแคล่ว โดยการฝึกฝนปฏิบัติ “สัมมาสมาธิ” ในสติปัฏฐาน ๔ ซึ่งจัดเป็น จิตชั้นพุทโธ

ดังนั้นจึงตรัสว่า จิต ตน ธรรม เรา คือสิ่งเดียวกัน.

※ ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๒๙

อ่านเรื่องจิต จากหนังสือธรรมประทีป ๙ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

ถ้าจิตไม่ยึดถืออารมณ์ ก็ย่อมพ้นจากความตาย


ถ้าจิตไม่เข้าไปยึดถืออารมณ์ ก็ย่อมพ้นจากความตาย

ความตาย เป็นรูปแบบการเปลี่ยนแปรครั้งสุดท้ายของรูปร่างกาย หลังจากที่ได้ประชุมปรุงแต่งขึ้นมาแล้ว พระพุทธองค์ ทรงหมายความถึง แตกแยกออกจากการประชุมพร้อมของ ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศธาตุ และวิญญาณธาตุ(จิต) แยกตัวออกไปผสมกับกลุ่มธาตุผสมกลุ่มอื่นต่อไป ตามเหตุปัจจัย ขณะสิ้นใจ

พูดให้ชัดเจนขึ้นก็คือ วิญญาณธาตุ (จิต) จุติ (เคลื่อน) ออกจากรูปร่างกาย ซึ่งได้ปรวนแปรแตกแยกไป จนไม่สามารถกลับคืนมาสู่สภาพปรกติ,เท่านั้น ไม่ได้ดับตายหายสูญไปไหน

โปรดดูคำจำกัดความของคำว่า ความตาย ในมหาสติปัฏฐานสูตร ซึ่งว่าไว้ดังนี้ คือ ความจุติ,ความเคลื่อนไป,ความแตกทำลาย,ความหายไป,มฤตยู,ความตาย,ความทำกาละ,ความแตกแห่งขันธ์,ความทิ้งซากศพไว้,ความขาดไปแห่งชีวิตินทรีย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่จิตแยกออกจากรูปร่างกายนี้ทั้งสิ้น

เราจะเห็นได้ว่า จิตไม่ใช่สภาพธรรมที่ตาย แต่ได้เข้ามายึดถือและปฏิสนธิรวมอยู่กับร่างกายซึ่งจะต้องตายตามอายุขัย เมื่อร่างกายถึงเวลาแตกตายลง ก็เข้าใจว่าตนพลอยตายไปตามร่างกายด้วย ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้ตายเลย

สิ่งที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย คือ รูปร่างกาย ซึ่งเป็นสังขารธรรมที่ประชุมพร้อมกันขึ้นมาฝ่ายรูปธรรม เรียกว่า มหาภูตรูป ๔

ด้วยเหตุนี้ ความตายจึงมีขึ้นแก่ผู้ที่หลงผิดยึดเอารูปร่างกายซึ่งเป็นสังขารธรรม,ว่าเป็นอัตตาตัวตนของตนเองเข้า

กล่าวคือ เมื่อรูปร่างกายแก่ ก็ว่าเราแก่ เมื่อรูปร่างกายเจ็บไข้ ก็ว่าเราเจ็บไข้ และเมื่อรูปร่างกายตาย ก็ว่าเราตาย ทั้งๆ ที่ตัวเราจริงๆ ไม่เคยเกิด ไม่เคยแก่ ไม่เคยเจ็บไข้ และไม่เคยตายมาเลย ไม่ว่าตั้งแต่ครั้งไหน ๆ ก็ตาม

เพราะฉะนั้น ถ้าจิตไม่เข้าไปยึดถืออารมณ์ ก็ย่อมพ้นจากความตายเมื่อนั้น นับเป็นการพ้นทุกข์ในพระพุทธศาสนานี้ ดังพุทธพจน์ที่ได้ตรัสกับโมฆราชมาณพ ต่อไปนี้คือ

“สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโต อตฺตานุทิฏฺฐึ อูหจฺจ เอวํ มจฺจุตฺตโรสิยา เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ มจฺจุราชา น ปสฺสติ” แปลว่า “ดูก่อนโมฆราช ท่านจงตั้งสติพิจารณาโลก(ร่างกาย) ว่าเป็นของว่าง โดยถอนอัตตานุทิฏฐิออกไปเสีย ด้วยการพิจารณาโลก ดังนี้ พระยามัจจุราช ก็จะแลไม่เห็นท่าน และท่านก็จะพ้นจากความตาย”.

※ ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๒๗-๒๘

อ่านเรื่องจิต จากหนังสือธรรมประทีป ๙ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

จิตกับวิญญาณ (ธาตุรู้กับการรับรู้อารมณ์)


จิตกับวิญญาณ (ธาตุรู้กับการรับรู้อารมณ์)

เนื่องจาก จิตสามัญชน คุ้นเคยกับอารมณ์ทั้งหลายมาเป็นเวลาช้านานแล้ว ดังนั้น เมื่อมีอารมณ์มากระทบ ก็ย่อมรับรู้และยึดถืออารมณ์นั้นๆไว้เสมอไป จึงเกิดวิญญาณ ๖ ขึ้น

แต่จิตพระอริยะนั้น ได้รับการอบรมให้ปล่อยวางอารมณ์ทั้งหลายที่เข้ามากระทบเสีย วิญญาณ ๖ จึงดับหมดสิ้นเหลืออยู่แต่ จิตบริสุทธิ์ นิ่ง สงบอยู่เท่านั้น

การรู้ของพระอริยะนี้เป็นเพียง รู้สักแต่ว่ารู้ (ญาณมตฺตาย) ระลึกก็สักแต่ว่าระลึก (ปฏิสฺสติมตฺตาย) เท่านั้น ไม่มีตัณหาและมิจฉาทิฏฐิปรุงแต่งอยู่ด้วย

ดังพระบาลีว่า: “วิญฺญาณสฺส นิโรเธน ตณฺหกฺขย วิมุตฺติโน ปชฺโชตสฺ เสว วิญฺญาณํ วิโมกฺโข เจตโส อหุ” แปลว่า “จิตพระขีณาสพพ้นจากวิญญาณปรุงแต่ง เพราะหลุดพ้นจากตัณหาได้ เหมือนเปลวไฟที่แลบดับ เนื่องจากวิญญาณดับหมดสิ้น”

จิตพระอริยะนั้นบริสุทธิ์,ไม่ได้ดับ การรับรู้อารมณ์เท่านั้นที่ดับไปจากจิต

ส่วนจิตสามัญชน มีตัณหาและมิจฉาทิฏฐิ กำกับอยู่ด้วย จึงดูเหมือนว่าพลอยเกิดดับไปพร้อมอารมณ์ และหลงเข้าใจผิดว่าตัวเองเกิดดับ.

※ ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๒๖

อ่านเรื่องจิต จากหนังสือธรรมประทีป ๙ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

ร่างกายเป็นเพียงที่อาศัยของจิต(ภพ)ชั่วระยะหนึ่ง



ร่างกายเป็นเพียงที่อาศัยของจิต (ภพ) ชั่วระยะหนึ่ง

มีพุทธพจน์จากพระธรรมบท ตรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “เอถ ปสฺสถิมํ โลกํ จิตฺตํ ราชรถูปมํ, ยตฺถพาลา วิสีทนฺติ นตฺถิ สงฺโค วิชานตํ” แปลว่า “พวกเธอทั้งหลาย จงดูโลก (ร่างกาย) อันวิจิตรดุจราชรถที่คนเขลาหมกมุ่นอยู่ แต่ ผู้รู้ หาข้องไม่”

การที่สามัญชนยึดถือเอารูปร่างกายเป็นหลัก และพากันสมมุติเรียกว่า เป็นคน-เป็นสัตว์นั้น เพราะคิดว่ามองเห็นและสัมผัสได้ ใช้เป็นสื่อกระทบอารมณ์ได้เป็นอย่างดี

แต่พระพุทธองค์ทรงเห็นสัจธรรมข้อนี้แล้วว่า รูปร่างกายทั้งหลายนั้น เป็นแต่เพียงที่อาศัยของจิต(ภพ) ชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถดำรงอยู่ในสภาพหนึ่งสภาพใดอย่างเที่ยงแท้ถาวรได้ พอสิ้นอายุขัย ก็ต้องแตกแยกและสลายตัวสิ้นสภาพสุดท้ายไปเป็นธรรมดาเหมือนกันทุกคน จึงไม่สามารถนับเอารูปร่างกายเป็นหลักได้

แต่ทรงเห็นชัดเจนว่าในขณะที่รูปร่างกายแตกออกนั้น จิตที่อาศัยอยู่ในร่างกาย เป็นสภาพธรรมที่เคลื่อนออก (จุติ) ไปสร้างรูปร่างกายใหม่สำหรับอาศัยต่อไปอีกตามลำดับ ไม่มีที่สิ้นสุด ตลอดเวลาที่เวียนว่ายอยู่ในสังสารจักร แต่สามารถฝึกฝนจิต หรือปฏิบัติจนจิตได้รับมรรคผลได้ ดังนั้น จึงทรงนับเอา จิตเป็นหลัก

ร่างกายกับจิต จึงเป็นคนละอย่างกัน แต่อาศัยซึ่งกันและกัน กลมเกลียวเสมือนเป็นอย่างเดียวกัน.

※ ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๒๕

อ่านเรื่องจิต จากหนังสือธรรมประทีป ๙ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

จิตกับร่างกาย



จิตกับร่างกาย

เนื่องจาก จิต เป็นสภาพธรรมที่ ไม่มีรูปร่าง (อสีรีรํ) จึงไม่สามารถติดต่อรับรู้อารมณ์ใดๆได้โดยตรง เมื่อเข้าไปถือกำเนิดในภพภูมิใดก็ตาม จะต้องสร้างรูปร่างกายไว้ใช้อาศัย (ภพ) สำหรับติดต่อกับอารมณ์อีกทอดหนึ่ง

สำหรับมนุษย์นั้น จิตจะต้องสร้างร่างกายขึ้นสำหรับอาศัย โดยเข้าครอบครองหยดน้ำของบิดามารดาที่ผสมกันแล้ว จนกระทั่งหยดน้ำแห้งงวดเข้าตามลำดับ เรียกตามภาษาบาลีว่า กลละ, อัมพุชะ, คณเปสิ, ปัญจะสาขา ซึ่งแยกเป็นหัว ๑, มือ ๒, เท้า ๒ รวม ๕ กิ่งในที่สุด จัดว่าเป็นรูปทารกได้แล้ว แต่ยังต้องรอเวลาเจริญเติบโตในครรภ์มารดาอีก ๘-๙ เดือน จึงจะคลอดออกมาสู่โลกภายนอก

รูปร่างกายมนุษย์ ที่คลอดออกมานี้ ประกอบด้วย ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ (มหาภูตรูป ๔) เนื่องจากมหาภูตรูป ๔ มีธาตุไฟประกอบอยู่ด้วย ดังนั้น รูปร่างกายจึงถูกธาตุไฟเผา ให้เปลี่ยนแปรสภาพไปตามกาลเวลาที่ล่วงไปตลอดเวลา

เมื่อ จิต เข้าครอบครองและยึดถือไว้ ตั้งแต่เป็นกลละอยู่,อย่างเหนียวแน่น เกิดความเพลิดเพลินยินดีและเข้าใจผิดว่าสิ่งสกปรกโสโครกรอบตัวนั้นอบอุ่นน่ารัก และเป็นตัวของตนเอง เพราะลืมสภาพที่แท้จริงของตนเองเสียแล้ว

เพราะฉะนั้นเมื่อคลอดและเติบโตขึ้น ก็ถือเอารูปร่างกายว่าเป็นตัวของตนเอง เมื่อรูปร่างกายป่วย ก็ทึกทักว่าเราป่วย เมื่อรูปร่างกายแก่เฒ่าลง ก็ทึกทักว่าเราแก่เฒ่า หรือเมื่อรูปร่างกายกำลังจะตาย ก็ทึกทักเอาว่าเรากำลังจะตาย ทั้งๆ ที่เราไม่ได้ป่วย ไม่ได้แก่เฒ่า ไม่ได้ตาย และไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้น รวมทั้งไม่ใช่ผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิง แต่ เป็นเพียงผู้เข้ามาอาศัย รู้ อยู่ในรูปร่างกายที่ป่วย,แก่เฒ่าและกำลังจะตายลงเท่านั้น

จิตมีความรักใคร่หวงแหนและเพลิดเพลินต่อสิ่งที่ร่างกายรายงานถึงมากที่สุด โดยมอบหน้าที่การรับรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น และร่างกายทุกส่วน สำหรับสัมผัสกับอารมณ์ทั้งหมด ไม่ว่าร่างกายจะรายงานรสชาติที่สัมผัสกับอารมณ์ ว่าเปรี้ยวหวานมันเค็มอย่างไรก็ตาม ก็ยกร่างกายทั้งชุด ให้แสดงบทบาทกับอารมณ์ไปตามความรู้สึกที่เกิดขึ้นด้วย แล้วก็ส่งรายงาน ความรู้สึกจากการสัมผัสกันของร่างกายกับอารมณ์ ให้จิตทราบอีกทอดหนึ่ง

ดังนั้น จิตจึงพลอยเห็นดีเห็นงามและหลงใหลกับการรายงานของร่างกายทุกครั้ง ทั้งๆ ที่รายงานตรงข้ามกับความเป็นจริง ถึงขนาดที่กล่าวได้ว่า : ที่ไหนมีราคะ-ที่นั่นก็มีราคา, ที่ไหนมีราคา-ที่นั่นก็มีราคะ.

※ ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๒๓-๒๔

อ่านเรื่องจิต จากหนังสือธรรมประทีป ๙ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

จิตผสมกับอารมณ์ทำให้เกิดนามขันธ์ ๔ ขึ้น



จิตผสมกับอารมณ์

จิตเมื่อผสมกับอารมณ์ แบ่งเป็นจิต ๓ จำพวก คือ

๑.กามาพจรจิต เกิดขึ้นจากจิตท่องเที่ยวไปในอารมณ์ที่น่ารักน่าปรารถนา โดยออกไปรับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส รวม ๕ ทาง

๒.รูปาพจรจิต เกิดขึ้นจากจิตปรารภถึง รูป เสียง กลิ่น รส ความสัมผัสทางกาย เป็นอารมณ์ทางใจ (ธรรมารมณ์) ที่ปราศจากกาม เป็นรูปฌาน (เพ่งรูปเป็นอารมณ์)

๓.อรูปาพจรจิต เกิดขึ้นจากจิตที่เพิกออกจากอารมณ์ทางใจที่ปราศจากกามดังกล่าวข้างต้น เป็น อรูปฌาน (เพ่งนามเป็นอารมณ์)

จิตเมื่อผสมกับอารมณ์แล้ว ก็ย่อมยึดถือไว้ และถูกครอบงำปรุงแต่งให้หวั่นไหว แล้วแสดงอาการยินดีบ้าง ยินร้ายบ้าง มากบ้าง น้อยบ้าง ตามชนิดของอารมณ์ ซึ่งเป็น อาการของจิต ที่แสดงออกมาเนื่องด้วยอารมณ์ หรือเรียกว่า นามขันธ์ ๔.

อาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ (นามขันธ์ ๔)

๑.เวทนา ความรู้รสชาติแห่งอารมณ์
จัดเป็น ๓ ประเภทตามชนิดของอารมณ์ที่มากระทบ คือ
สุขเวทนา อารมณ์ที่น่ารักใคร่น่าปรารถนา (อิฏฐารมณ์)
ทุกขเวทนา อารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ (อนิฏฐารมณ์)
อทุกขมสุขเวทนา อารมณ์ที่ปรุงแต่งจิตให้มีอารมณ์เฉยๆ (มัชฌัตตารมณ์)

๒.สัญญา ความจดจำอารมณ์
แบ่งเป็น ๖ ประเภทตามชนิดของอารมณ์ที่มากระทบ คือ
รูป (รูปสัญญา)
เสียง (สัททสัญญา)
กลิ่น (คันธสัญญา)
รส (รสสัญญา)
กายสัมผัส (โผฏฐัพพสัญญา)
ความนึกคิดทางใจ (ธัมมสัญญา)

๓.สังขาร ความนึกคิดถึงอารมณ์
จัดเป็น ๓ ประเภทตามอำนาจกิเลสที่เกิดขึ้น คือ
คิดดี เป็น กุศลเจตสิก
คิดไม่ดี เป็น อกุศลเจตสิก
คิดไม่ใช่ดีไม่ใช่ชั่ว เป็น อัญญสมานาเจตสิก

๔.วิญญาณ ความรับรู้อารมณ์ที่เข้ามากระทบ
แบ่งเป็น ๖ ช่องทาง ตามช่องทางที่รับรู้อารมณ์ คือ
จักขุวิญญาณ รับรู้อารมณ์ ทางตา
โสตวิญญาณ รับรู้อารมณ์ ทางหู
ฆานวิญญาณ รับรู้อารมณ์ ทางจมูก
ชิวหาวิญญาณ รับรู้อารมณ์ ทางลิ้น
กายวิญญาณ รับรู้อารมณ์ ทางกาย
มโนวิญญาณ รับรู้อารมณ์ ทางใจ ….เหล่านี้

จิตผู้รู้ชั้นพุทโธ ทรงเป็นผู้ปฏิเสธว่า
อารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ เป็น อนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน)

๑.อารมณ์ ต่างๆ อันได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส ความสัมผัสทางกาย รวม ๕ ประการเหล่านี้นั้น จัดเป็น รูปขันธ์…เป็นอนัตตา

๒.จิตแสดงอาการ ยึดถือครอบครองอารมณ์ไว้ ด้วยความเข้าใจผิด ว่าเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ถาวร ๔ ประการ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งจัดเป็น นามขันธ์ ๔…เป็นอนัตตา เช่นเดียวกัน

รูปขันธ์ ๑ และ นามขันธ์ ๔ เรียกรวมกันว่าเป็น ขันธ์ ๕ หรือเรียกว่า รูปนาม ก็ได้

เมื่อยังไม่มีอารมณ์มากระทบจิต ขันธ์ ๕ หรือ รูปนาม ก็ยังไม่เกิดขึ้น เราเรียกจิตขณะนี้ว่า จิตตกภวังค์ คือ ยังไม่ได้ขึ้นสู่วิถีที่จะรับอารมณ์ หรือเรียกว่า จิตประภัสสร ก็ได้ แต่ถ้าจิตขึ้นสู่วิถีรับอารมณ์เมื่อใด ความประภัสสรก็ย่อมหายไป ขันธ์ ๕ หรือ รูปนาม ก็เกิดขึ้น

มีพุทธพจน์ในอนัตตลักขณสูตร ซึ่งทรงโปรดพระปัญจวัคคีย์เกี่ยวกับ ขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ดังนี้ “รูปํ ภิกฺขเว อนตฺตา” แปลว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปไม่ใช่ตัวตน”

ทรงใช้เหตุผลอธิบายว่า ถ้ารูปใช่ตัวตนแล้ว รูปก็ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความเจ็บไข้ได้ป่วย สัตว์ย่อมหวังในรูปได้ว่า ขอรูปจงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย แต่เพราะสัตว์ไม่อาจหวังในรูปได้ รูปจึงไม่ใช่ตัวตน

และในทำนองเดียวกัน ทรงตรัสถึง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งเป็นอาการของจิตที่เกิดขึ้น เมื่อมีอารมณ์มากระทบว่า ก็ไม่ใช่ตัวตน

และทรงสรุปว่า “เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ,เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทฏฺฐพฺพํ” แปลว่า “บุคคลพึงเห็นสิ่งนั้น(ขันธ์ ๕) ว่านั่นไม่ใช่เรา เราไม่เป็นนั่นเป็นนี่ นั่นไม่ใช่ตนของเรา ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง ดังนี้”

ในตอนท้ายพระสูตรตรัสว่า จิตของพระปัญจวัคคีย์ ได้หลุดพ้นจากอาสวะกิเลส อันเป็นเหตุยึดถือในขันธ์ ๕ ซึ่งแสดงว่า จิต เป็นผู้ปฏิเสธ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่านั่นไม่ใช่สภาพเดิมของจิต แต่เพราะถูกอารมณ์ปรุงแต่ง ทำให้เสียสภาพเดิมไป.

※ ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๑๙-๒๒

อ่านเรื่องจิต จากหนังสือธรรมประทีป ๙ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

อารมณ์เป็นสภาพธรรมที่จิตหลงยึดเป็นตนเอง



อารมณ์เป็นสภาพธรรมที่จิตหลงยึดเป็นตนเอง

อารมณ์ เป็นสภาพธรรมที่ จิต หลงยึดถือเอาเข้ามาเป็นสมบัติของตนเอง ด้วยความสำคัญผิด เพราะความจริงนั้น อารมณ์ เป็นเพียงเงา และความรู้สึกที่มีต่อวัตถุหรือสิ่งที่อาศัยวัตถุเกิดขึ้นทั้งนั้น ล้วนแล้วแต่เกิดจากการประชุมปรุงแต่งของธาตุดินน้ำลมไฟ รวม ๔ ธาตุทั้งสิ้น ซึ่งไม่สามารถดำรงอยู่ในสภาพเดิมได้ตลอดไป ต้องเสื่อมสลายแตกดับไปเป็นธรรมดาทุกอารมณ์

อารมณ์ ดังกล่าวนี้ คือ รูป เสียง กลิ่น รส ความสัมผัสทางกาย รวม ๕ ทาง ซึ่งจะเข้าสู่ จิต ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย เรียงคู่กันตามลำดับ

เมื่อ จิต รับรู้ อารมณ์ ทั้ง ๕ ดังกล่าวแล้ว ก็จดจำอารมณ์นั้นๆไว้ แล้วก็นึกน้อมขึ้นมารับรู้อีก โดยไม่ต้องอาศัยอารมณ์ทั้ง ๕ อีกก็ได้ เป็นอารมณ์ที่เกิดจาก ความนึกคิดที่เก็บไว้ทางใจ (ธรรมารมณ์) อีกทางหนึ่ง รวมเป็น ๖ ทาง

อารมณ์ทั้ง ๖ ดังกล่าว คือ รูป เสียง กลิ่น รส ความสัมผัสทางกาย ความนึกคิดทางใจ จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าไปสู่จิตทีละอารมณ์ ตลอดเวลาที่ตื่นนอน รวมทั้งในขณะนอนฝันด้วย สุดแล้วแต่ว่าจะเป็นอารมณ์ชนิดใด ครั้งละเพียงอารมณ์เดียวเท่านั้น

เมื่อ อารมณ์ ดังกล่าวนี้ปรากฏขึ้นเมื่อใด จิต ก็จะแล่นออกไปรับรู้ อารมณ์ ตามช่องทางที่เข้ามา กลายเป็น จิตผสมกับอารมณ์ เมื่อนั้น ทำให้เกิดความฟุ้งซ่านหวั่นไหว

ครั้นอารมณ์ดังกล่าวนี้ดับไป ความรู้สึกฟุ้งซ่านหวั่นไหว ก็ย่อมสงบลงชั่วขณะ จิต ก็จะดิ้นรนแสวงหา อารมณ์ อันอื่นเพื่อจะได้รับรู้ต่อไปอีก สุดแต่ว่าจะได้อารมณ์ที่พอใจมาทางใด เมื่อรับรู้อารมณ์ใหม่ก็เกิดความรู้สึกฟุ้งซ่านหวั่นไหวในลักษณะใหม่ด้วย อารมณ์ เหล่านี้ จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาปรุงแต่ง จิต ตลอดเวลาโดยไม่มีที่สิ้นสุด

ทั้งนี้เป็นเพราะ จิตไม่รู้จักอารมณ์ตามความเป็นจริง จึงหลงยึดเอาอารมณ์ซึ่งไม่เที่ยงไว้ โดยเข้าใจผิดว่าเที่ยงและมีแก่นสาร เนื่องจากไม่รู้จักตนเองที่แท้จริง.

※ ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๑๘-๑๙

อ่านเรื่องจิต จากหนังสือธรรมประทีป ๙ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

จิต คือ ตน



จิต คือ ตน

เนื่องจาก สามัญสัตว์โลกไม่ได้รับการอบรมศึกษา ทำให้ จิต รู้จักอารมณ์ผิดจากความเป็นจริง (อวิชชา) ดังนั้น เมื่อมีอารมณ์มากระทบ ก็เกิดความพอใจยินดีในอารมณ์ (ตัณหา) และยึดติดคิดหวังจะเอามาครอบครองไว้ (อุปาทาน)

ด้วยอำนาจ อวิชชา-ตัณหา-อุปาทาน ดังกล่าวนี้ เป็นเหตุให้ จิต จมติดอยู่ใน โลก (อารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์) โดยไม่รู้จัก ตนเอง (จิต) ซึ่งยืนตัวเป็นประธานอยู่ด้วยทุกขณะ และไม่รู้จักตนเองว่ามีสภาพเดิมอันประภัสสรผ่องใส

ทำให้กลับไปยึดเอาอารมณ์ทั้งหลายซึ่งเป็นของภายนอกเข้ามา ด้วยความสำคัญผิดว่าอารมณ์มีสภาพเที่ยงแท้ถาวร และยึดว่าอารมณ์เป็นอัตตาตัวตนของตนเอง

ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว ตนเองก็คือธาตุรู้ หรือ จิตเป็นอัตตาตัวตน ส่วนอารมณ์นั้นไม่ใช่ตัวตน เป็นอนัตตา

มีพระบาลีในบัณฑิตวรรคแห่งพระธรรมบท กล่าวไว้ชัดเจนว่า “ปริโยท เปยฺย อตฺตานํ, จิตฺตกิเลเสหิ ปณฺฑิโต” แปลว่า “บัณฑิตพึงชำระตนคือจิต ให้บริสุทธิ์ปราศจากกิเลส”

ซึ่งแสดงชัดเจนว่า ตนคือจิต และ จิตก็คือตน อย่างไม่มีปัญหา.

※ ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๑๗

อ่านเรื่องจิต จากหนังสือธรรมประทีป ๙ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์