ความคิดก็คือกายทิพย์



ความคิดก็คือกายทิพย์

ความคิด เป็น อาการของจิต ที่เกิดขึ้นเมื่อ
๑.จิตนึกคิดถึงอารมณ์ ที่จดจำไว้เป็นสัญญา
๒.จิตนึกคิดปรุงแต่งต่อไป หลังจากรับรู้อารมณ์ภายนอกผ่าน ตา หู จมูก ลิ้น กายแล้ว

ดังนั้น ความคิด จึงเกิดขึ้นทุกครั้ง ที่มีอารมณ์มากระทบ ไม่ว่าอารมณ์ภายใน หรือภายนอกก็ตาม รวมเป็น ๖ ทางด้วยกัน (รูป เสียง กลิ่น รส กายสัมผัส ความนึกคิดทางใจ)

เมื่อได้คิดใคร่ครวญดีแล้ว ก็สรุปตัดสินใจ แสดงเป็นความประพฤติ ทางกายกับวาจา ครบทั้ง ๓ ทวารในที่สุด การสรุปตัดสินใจของจิตเช่นนี้เป็น การตั้งเจตนา

ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ” แปลว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า การตั้งเจตนาไว้นี้ คือ กรรม” ซึ่งจะถูกบันทึกไว้ที่จิต ตามความหนักเบาของการยึดถือเสมอ ไม่ว่าจะจดจำไว้ได้หรือไม่ก็ตาม

ทั้งนี้หมายความว่า ถ้ายังไม่มีอารมณ์ใดๆ มากระทบจิต ความคิดก็ยังไม่เกิดขึ้น แต่ถ้ามีอารมณ์มากระทบ ไม่ว่าจากภายในก็ดี ภายนอกก็ดี ความคิดก็จะเกิดขึ้น แล้วปรุงแต่งครอบงำจิตให้เกิดความยินดียินร้ายตามมาด้วย ดังนั้น ความคิด จึงเป็นเรื่องของโลก ที่ปรุงแต่งให้โลกเป็นไปเหมือนกันทุกชีวิต,ทุกคน

ถ้าเป็นอารมณ์ที่น่าพอใจน่ารักใคร่ จิตก็คิดตอบโต้อารมณ์ออกมาในรูปของความยินดี และอยากแสวงหาอารมณ์นั้นมาครอบครองไว้

แต่ถ้าเป็นอารมณ์ที่น่าเกลียดน่าชัง จิตก็คิดตอบโต้อารมณ์ออกมาในรูปของความยินร้าย และคิดผลักไสออกไปให้พ้น

ทั้งนี้แสดงว่าในขณะที่ตื่นนอนอยู่รวมทั้งในขณะที่นอนฝันด้วยนั้น จิตจะต้องแสดงอาการยินดียินร้ายที่เกิดขึ้นเนื่องด้วยอารมณ์ตลอดเวลา สับเปลี่ยนหมุนเวียน และตอบโต้ต่ออารมณ์ตลอดชีวิต,โดยไม่มีที่สิ้นสุด

เราเรียก จิตที่ถูกอารมณ์ปรุงแต่งให้เสียคุณภาพไปจากเดิม ว่า “จิตสังขาร” หรือ “ความคิด” หรือก็คือ “กายทิพย์” นั่นเอง พระอภิธรรม เรียกว่า “เจตสิก” (สิ่งที่เกิดขึ้นที่จิต)

เนื่องจากความคิดเกิดขึ้นแก่ทุกคน,ได้ตลอดเวลา อันเป็นผลให้เกิดกรรมขึ้น โดยจะบันทึกไว้ที่จิตทุกอย่าง ซึ่งจะไม่มีวันลบเลือนไปได้เลย จนกว่าจะชดใช้กรรมให้หมดเรียบร้อยเสียก่อน

ด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงผลของกรรมที่ตนเองทำได้เลย ดังนั้น ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ควรจะได้บำเพ็ญจิตใจ ให้มีพลังเหนือกว่าอารมณ์ทั้งหลาย โดยสร้างพลังสติ ให้เกิดขึ้นที่ฐานที่ตั้งสติอย่างต่อเนื่อง (คือปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔) จนชำนาญ เพื่อให้มีความสามารถในการปล่อยวางอารมณ์ และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้โดยมิชักช้า.

※ ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๓๘-๔๐

อ่านเรื่องกายทิพย์ จากหนังสือธรรมประทีป ๙ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

Advertisements

ความสัมพันธ์ระหว่างกายเนื้อกับกายทิพย์



ความสัมพันธ์ระหว่างกายเนื้อกับกายทิพย์

กายเนื้อและกายทิพย์จะทำงานเป็นเหตุเป็นผลสัมพันธ์กันเสมอ กล่าวโดยหลักแห่งกรรมแล้ว กายทิพย์เป็นผู้คิดและตั้งเจตนา สั่งให้กายเนื้อกระทำตอบต่ออารมณ์ โดยทางกายกับวาจา จึงทำให้เกิดเป็น กรรม ครบทั้ง ๓ ทวาร คือ กาย วาจา ใจ แล้วส่งผลให้กายทิพย์ผ่องใสหรือเศร้าหมอง ตามชนิดของกรรมนั้นพร้อมกันด้วย,เสมอไป

ถ้ากรรมที่ได้กระทำไปนั้นเป็นกุศล,มีประโยชน์แก่สังคม ก็จะทำให้กายทิพย์ผ่องใส สวยสดงดงาม และส่งผลกลับไปยังผิวพรรณหน้าตาของรูปกายเนื้อ ให้สดชื่น แจ่มใสไปด้วย

แต่ถ้ากรรมที่ได้กระทำไปนั้นเป็นอกุศล,มีโทษ ทำให้สังคมเดือดร้อน ก็จะทำให้กายทิพย์มืดมัว เศร้าหมอง และส่งผลกลับไปยังผิวพรรณหน้าตาของรูปกายเนื้อ ให้ซูบซีดเศร้าหมองหมดสง่าราศีไปด้วยเช่นกัน

ส่วนจะสวดสด งดงาม ผ่องใส หรือมืดมัว เศร้าหมองมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับ เจตนา ความหนักเบา และความพยายามของการกระทำกรรม,เป็นสำคัญ ซึ่งทั้งหมดนี้จะถูกบันทึกสั่งสมไว้เป็นกรรมติดอยู่ที่จิต ดังที่เรียกว่า กรรมภพ ต่อไป

กายทิพย์ฝ่ายผ่องใส สวยสด งดงาม จัดเป็นพวก สุคติภูมิ ซึ่งได้แก่ มนุษย์,เทพ และพรหมทั้งหลาย

ส่วนกายทิพย์ฝ่ายมืดมัว เศร้าหมอง จัดเป็นพวก ทุคติภูมิ ซึ่งได้แก่ สัตว์นรก,เปรต,อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน

ซึ่งจะต้องอยู่แยกกัน ในเมื่อรูปร่างกายเนื้อตายลง โดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง หรือ เปลี่ยนคติเป็นอย่างอื่นได้เลย.

※ ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๓๗-๓๘

อ่านเรื่องกายทิพย์ จากหนังสือธรรมประทีป ๙ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

การทำงานของกายทิพย์เมื่อนอนฝัน



การทำงานของกายทิพย์เมื่อนอนฝัน

ผู้ที่นอนแต่ไม่ฝันนั้น กายทิพย์ยังไม่ได้ทำงาน คือยังไม่ได้นำเอาอารมณ์ที่เคยรู้เคยเห็นและจดจำไว้ ออกมาแสดงให้ปรากฏอีกครั้งหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าจิตรวมกับอารมณ์ที่จดจำไว้ ก็จะสร้างเป็นกายทิพย์ขึ้น แล้วจะทำให้เกิดฝันขึ้นมาทันที

ผู้ฝันจะรู้สึกว่าตนเองแสดงการรู้เห็นสิ่งต่างๆเหมือนจริงทุกประการ และเคลื่อนไหวตัวได้อย่างคล่องแคล่วรวดเร็วมาก โดยไม่รู้ว่าตนเองกำลังฝัน หรือตนเองเป็นเพียงกายทิพย์เท่านั้น

เพราะกายทิพย์ที่กำลังปรากฏ จะมีรูปร่างหน้าตาและนิสัยใจคอเหมือนผู้ฝันทุกประการ แต่ไม่ได้รวมอยู่กับกายเนื้อซึ่งกำลังหลับอยู่ ดังนั้นจึงอยู่ในโลกของอทิสสมานกาย ซึ่งไม่อาจแลเห็นด้วยตาเนื้อได้ ผู้ฝันจึงอาจติดต่อกับบุคคลที่มีกายทิพย์ด้วยกันในบางครั้งได้เหมือนกัน

เมื่อขณะที่กายทิพย์วางกายเนื้อออกไปอยู่กับอารมณ์ที่เคยรู้เห็นมาในอดีต ไม่ว่าจะออกไปไกลสักเพียงใดก็ตาม จะมี สายโยงใยแห่งชีวิต (คือ ความจำได้และความยึดถือกายเนื้อ) คอยเชื่อมโยงกายเนื้อกับกายทิพย์ไว้ด้วยกันเสมอ

ในระหว่างนี้ ถ้ามีสิ่งใดมากระทบกระเทือนกายเนื้อของผู้ฝัน ก็จะกระเทือนถึงกายทิพย์ และดึงให้ถอยคืนสู่กายเนื้อทันที ผู้ฝันก็จะหยุดฝัน และตื่นขึ้นทำงานรับรู้อารมณ์ทาง ตา หู จมูก ลิ้น และกายสัมผัสทางกายเนื้อตามเดิม

สายโยงใยแห่งชีวิตนี้ ถ้าขาดออกจากกันในขณะที่กายทิพย์แยกออกไปจากกายเนื้อเพราะนอนฝัน หรือเพราะร่างกายเนื้อแตกทำลายก็ตาม กายทิพย์จะไม่หวนกลับเข้าสู่กายเนื้ออีก บุคคลผู้นั้นจะตายทันที ส่วนกายทิพย์ ก็จะทำหน้าที่ จุติและปฏิสนธิไปสู่ภพชาติใหม่ตาม กรรม ของตนต่อไป.

※ ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๓๖-๓๗

อ่านเรื่องกายทิพย์ จากหนังสือธรรมประทีป ๙ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

เหตุที่ทำให้กายทิพย์เกิดต่อไปอีก



เหตุที่ทำให้กายทิพย์เกิดต่อไปอีก

เนื่องจาก กายทิพย์ เกิดจากจิตพอใจและเข้าไปยึดถือความรู้สึกที่เกิดขึ้นเนื่องด้วยอารมณ์ไว้ ดังนั้น ถ้าจิตยังคงมีความพอใจเข้าไปยึดถืออารมณ์ไว้ตราบใด ก็จะสร้าง กายทิพย์ ให้มีอายุยืนยาวได้ตราบนั้น กายทิพย์ จึงมีอายุยืนยาว ตลอดเวลาที่เวียนว่ายอยู่ในสังสารจักรนี้

แต่ถ้าผู้ใดปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ อันมี สัมมาสมาธิ เป็นบาทฐานแล้ว ย่อมสร้างพลังจิตในการปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ทั้งหลายออกไปได้ ดังนั้น จึงสามารถสกัดกั้นความปราดเปรียวของกายทิพย์ให้อ่อนกำลังลงได้

ถ้าปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ ถึงขั้นบรรลุอรหัตตผลแล้ว กายทิพย์จะตายทันที คงเหลือแต่ จิตบริสุทธิ์ ที่เรียกว่า กายธรรม อันเป็นแหล่งกำเนิดของคุณธรรมความดีทั้งหลาย ซึ่งเป็นพุทธภาวะที่สงบ สว่าง สะอาด ร่มเย็นเป็นสุข

จิตบริสุทธิ์ชั้นพุทโธนี้ จะหลุดพ้นจากการครอบงำของอารมณ์ทั้งหลาย ไม่ปรุงแต่งให้เกิดกายทิพย์ ซึ่งเป็นเหตุให้สร้างภพสร้างชาติใหม่อีกต่อไป.

※ ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๓๕

อ่านเรื่องกายทิพย์ จากหนังสือธรรมประทีป ๙ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

กายทิพย์ หรือ นามกาย



กายทิพย์ หรือ นามกาย

กายทิพย์ บางทีก็เรียก อทิสสมานกาย (กายที่มองไม่เห็นด้วยตา) จัดเป็นกายละเอียดที่ซ้อนอยู่ภายในกายเนื้อของคนและสัตว์ทุกรูปนาม มีอวัยวะใหญ่น้อยครบถ้วนและมีอินทรีย์ไม่บกพร่อง แต่ไม่อาจแลเห็นด้วยตาได้

ในคัมภีร์พระอภิธรรมเรียกว่า นามกาย อันได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รวม ๔ ประการ

กายทิพย์ เป็นกายที่เกิดจากจิตยึดถือความนึกคิดถึงอารมณ์ไว้ มีความว่องไวปราดเปรียวเช่นเดียวกับจิต คือ สามารถเคลื่อนผ่านทะลุวัตถุแท่งทึบหนาๆ ที่อยู่ไกลๆ อย่างไม่มีขีดจำกัด เพื่อออกไปรับรู้อารมณ์ต่างๆ ภายนอกกายเนื้อได้โดยสะดวก และไม่เสียเวลาแม้แต่เพียงวินาทีเดียว เพียงแต่นึกน้อมเท่านั้น ก็สำเร็จประโยชน์ได้ภายในลัดนิ้วมือเดียวเท่านั้น

เมื่อกายเนื้อซึ่งมีกายทิพย์ซ้อนอยู่,ตายลง กายทิพย์ก็ต้อง จุติ(เคลื่อนออกไป) โดยจิตจะยึดอารมณ์ที่ประทับใจที่ทำไว้ในอดีต เป็นปฏิสนธิวิญญาณ หยั่งลงสู่ครรภ์มารดาที่มีเหตุปัจจัยพร้อม คือ มีประจำเดือน และอยู่ร่วมกับบิดาพอดี สร้างกายเนื้อชุดใหม่ ตามกำลังของกรรมที่ทำไว้ ซึ่งจะได้ใช้เป็นสื่อสำหรับรับรู้อารมณ์ในภพชาติต่อไปอีก

ในระหว่างที่ปฏิสนธิวิญญาณ หยั่งลงสู่ครรภ์มารดา จนกระทั่งคลอดออกมาได้ ๔๕ วันนั้น กายทิพย์ยังไม่สามารถใช้สอยร่างกายเนื้อ ให้รับรู้อารมณ์ได้ กายทิพย์จะทำหน้าที่คุ้มครองปกปักษ์รักษาให้เจริญเติบโต จากนั้นจึงค่อยฝึกบังคับร่างกายทารกให้รู้จักวิธีรับรู้อารมณ์ โดยเริ่มฝึกตั้งแต่ให้รู้จักนึกคิด เหมือนดังที่เคยบังคับร่างกายเนื้อชุดเก่าที่ตายไปแล้ว ให้รับอารมณ์ได้เหมือนในชาติที่แล้ว,เช่นเดียวกัน.

※ ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๓๓-๓๔

อ่านเรื่องกายทิพย์ จากหนังสือธรรมประทีป ๙ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

กายมี ๓ ชั้น



กายมี ๓ ชั้น

คติธรรมทางพระพุทธศาสนากล่าวไว้ว่า ในอัตภาพร่างกายของคนและสัตว์ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ มีกายซ้อนกันอยู่ ๓ ชั้น คือ กายธรรม(จิต) ๑, กายทิพย์(นามกาย) ๑, กายเนื้อ(รูปกาย) ๑

กายธรรม (จิต) ๑

เป็นกายชั้นในสุดของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายที่มีอยู่เป็นอยู่ และดำรงไว้ซึ่ง ความรู้ ของตนเองตลอดทุกกาลสมัย โดยมิได้เกิดจากเหตุปัจจัยทำให้มีให้เป็นเลย แลเห็นด้วยตาเนื้อไม่ได้

ความรู้ของคน ก็รู้อย่างคน,ความรู้ของสัตว์ ก็รู้อย่างสัตว์, ความรู้ของพระพรหม ก็รู้อย่างพระพรหม ต่างกันเป็นพวกๆ ไป

มีปรากฏในอัคคัญสูตรว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า กายธรรมก็ดี,กายพรหมก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นชื่อของตถาคตทั้งสิ้น” ไม่เคยเกิดไม่เคยดับตายหายสูญไปไหนเลย

กายธรรม นี้เมื่อได้เข้ามาอยู่ในโลก คือ เป็นคนหรือเป็นสัตว์ก็ดี ก็เป็นประธานของสังขารธรรมทั้งหลาย และมีคุณภาพปราดเปรียวว่องไวในการเคลื่อนตัวไปรับรู้อารมณ์ได้อย่างรวดเร็วที่สุด ไม่มีวัตถุทึบอย่างใดขวางกั้นไว้ได้เลย และอยู่เหนือการเกิดการตายของสังขารธรรมอย่างสิ้นเชิง นั่นก็คือ กายธรรมเป็นอมตธรรม.

กายทิพย์ ๑

กายทิพย์ หรือ นามกาย หรือ นามรูป หรือ ทิพยกาย หรือ โอปปาติกะ หรือ อทิสสมานกาย มองไม่เห็นด้วยตาเนื้อ เป็นกายละเอียดที่ห่อหุ้มกายธรรมไว้

กายทิพย์ เป็นกายที่เกิดจากจิตยึดถือความนึกคิดถึงอารมณ์ไว้ ดังนั้น จึงสามารถเคลื่อนไหวออกจากความรู้สึกนึกคิดเรื่องหนึ่งไปยังอีกเรื่องหนึ่ง ได้อย่างปราดเปรียวเหมือนกายธรรม และเปลี่ยนคุณภาพเป็นผ่องใสบ้าง,เศร้าหมองบ้างตามความคิดปรุงแต่งให้เป็นไป ไม่ได้ดับตายหายสูญไปไหน ตลอดเวลาที่เวียนว่ายอยู่ในสังสารจักร

แต่ถ้าปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ จนแยกเรื่องที่นึกคิดออกไปได้อย่างสิ้นเชิง จนบรรลุอรหัตตผลแล้ว กายทิพย์จึงแตกตายสนิท ดังนั้น เมื่อรูปกายเนื้อแตกตาย ก็จะไม่มีกายทิพย์ จุติ-ปฏิสนธิ ต่อไปอีกเลย.

กายเนื้อ ๑

กายเนื้อ หรือ รูปกาย เป็นกายหยาบ ประกอบด้วยธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ เกิดจากบิดา-มารดา เติบโตด้วยข้าวสุก ขนมสด มีทวาร ๕ แห่งสำหรับรับรู้อารมณ์ภายนอก คือ ทางตา หู จมูก ลิ้น และกายสัมผัส มีอายุยืนเพียงชาติเดียว สั้นบ้าง,ยาวบ้าง แต่ไม่เกิน ๑๐๐ ปีเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็ตาย

กายเนื้อ สามารถแลเห็นได้ด้วยตา เป็นกายชั้นนอก ที่สุดของคนและสัตว์ทั้งหลาย.

สรุป :

ในอัตภาพร่างกายของทั้งมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย มีจิตหรือกายธรรมเป็นประธาน ซ้อนอยู่ภายในกายทิพย์ และกายทิพย์ก็ซ้อนอยู่ภายในกายเนื้อ รวมเป็น ๓ ชั้นด้วยกัน กายทั้ง ๓ ชั้นนี้ มีความเป็นอยู่เกี่ยวเนื่องและเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกันตลอดเวลา.

หมายเหตุ :

คำว่า เกิด-ตาย หมายถึง การเกิดและการตายของรูปกายเนื้อเท่านั้น

คำว่า จุติ-ปฏิสนธิ หมายถึง การเคลื่อนออก และการหยั่งลงเกิดของกายทิพย์ ซึ่งเป็นการอุบัติขึ้นทางจิตโดยเฉพาะ กายทิพย์ไม่ได้เกิด-ตายตามกายเนื้อไปด้วย.

※ ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๓๑-๓๓

อ่านเรื่องกายทิพย์ จากหนังสือธรรมประทีป ๙ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์