องค์ของฌาน (ความเพ่ง)

องค์ของฌาน (ความเพ่ง)

พระพุทธองค์ได้ทรงแบ่งออกเป็น ๔ ฌาน ตามความสามารถที่จิตปล่อยวางอารมณ์ได้ ดังนี้ :

๑.ปฐมฌาน ประกอบด้วยองค์ธรรม คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข
๒.ทุติยฌาน ประกอบด้วยองค์ธรรม คือ ปีติ สุข เพราะ ปล่อยวางวิตก วิจารออกไปเสียได้
๓.ตติยฌาน ประกอบด้วยองค์ธรรม คือ สุข เพราะปล่อยวางปีติได้
๔.จตุตถฌาน หมดอารมณ์และอาการแห่งจิต เพราะปล่อยวางสุข จิตสงบถึงขีดสุดพ้นจากการถูกอารมณ์ปรุงแต่งใดๆ

องค์ของปฐมฌาน (ความเพ่งขั้นที่ ๑)

ถ้าผู้ปฏิบัติเพิกอารมณ์ที่จะเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส และยกจิตเข้าไปตั้งไว้ที่ฐานที่ตั้งสติ (วิตก) และประคองจิตไว้ไม่ให้แลบหนีออกไปได้สำเร็จ (วิจาร) ก็ย่อมเกิดความอิ่มใจ (ปีติ) และความสุขจากความสงบเบื้องต้น (สุข)

รวมเป็นองค์ของปฐมฌาน ๔ ประการ คือ วิตก วิจาร ปีติ และสุข (แต่พระอรรถกถาจารย์เพิ่ม เอกัคคตา ขึ้นอีกข้อหนึ่ง รวมเป็น ๕ ประการในภายหลัง)

วิตก กับ วิจาร เป็นเหตุให้เกิด ปีติ และ สุข เพราะฉะนั้นผู้ปฏิบัติไม่จำเป็นต้องพะวงหรือสนใจว่า จะเกิดปีติและสุขขึ้น ณ ที่ใดหรือไม่ ในขณะที่กำลังปฏิบัติอยู่ (ขณะนี้ กาย และ จิตเข้าสู่ความวิเวกแล้ว)

หมายเหตุ :
กายวิเวก คือ เพิกอารมณ์ที่เข้ามารบกวนทางร่างกาย ได้แก่ ทางตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส รวม ๕ ทางได้
จิตวิเวก คือ เพิกอารมณ์ที่นึกคิดออกไปได้

องค์ของทุติยฌาน (ความเพ่งขั้นที่ ๒)

ในขณะนี้จิตจะเริ่มเชื่องขึ้น คือไม่ปราดเปรียวแลบหนีออกไปสู่อารมณ์อื่นโดยง่าย เหมือนขณะลงมือปฏิบัติใหม่ๆ ดังนั้น จึงเกิดความผ่องใสของตัวเองขึ้น และไม่ต้องคอยระวังเรื่องการดึงจิตและประคองจิตต่อไปอีก จิตเป็นสมาธิเกาะอยู่กับ ปีติ และ สุข ที่ได้รับอยู่ เพราะวิตก กับ วิจาร ได้ดับไปแล้ว

องค์ของตติยฌาน (ความเพ่งขั้นที่ ๓)

จากการประคองจิตให้ตั้งอยู่ที่ฐานที่ตั้งสติได้นานขึ้น จึงเป็นผู้ที่วางเฉยในอารมณ์ต่างๆ ปีติก็ย่อมจางหายไป มีความรู้ตัวทั่วพร้อม และเป็นผู้เสวยสุขอยู่ด้วยนามกาย เพราะปราศจากเครื่องเศร้าหมอง คล้ายกับพระอริยเจ้าทั้งหลาย ขณะนี้ วิตก วิจาร กับ ปีติ ได้พากันดับไปหมดแล้ว ยังคงเหลือแต่ สุข อยู่เท่านั้น

องค์ของจตุตถฌาน (ความเพ่งขั้นที่ ๔)

ถ้าผู้ปฏิบัติเพียรประคองจิตให้เพ่งดูที่ฐานที่ตั้งสติที่ได้อุปโลกน์ไว้อย่างแนบแน่นต่อไป ความพอใจ(ยินดี)-ไม่พอใจ(ยินร้าย) สุขและทุกข์ทั้งหลาย ได้ถูกละวางไปหมดสิ้น จนไม่มีนิมิตหมายของอารมณ์เหลืออยู่เลย จิตย่อมสะอาดและสงบถึงขีดสุด หลุดพ้นจากการครอบงำของอารมณ์ทั้งหลาย (อุปธิวิเวกได้เกิดขึ้นแล้วในขณะนี้)

หมายเหตุ :
อุปธิวิเวก คือ เพิกความยินดียินร้ายที่ปรุงแต่ง ให้จิตแลบออกไปยึดถืออารมณ์ทั้งปวง ออกไปหมดอย่างสิ้นเชิง

สรุปความได้ว่า ถ้าผู้ปฏิบัติคอยระวังประคองจิตให้รู้ชัดอยู่ที่ฐานที่ตั้งสติ หลังจากเริ่มยกจิตเข้าสู่ฐานที่ตั้งสติที่ได้อุปโลกน์ไว้แล้วนั้น จิตก็จะปล่อยวางอารมณ์และอาการต่างๆที่เนื่องด้วยอารมณ์ จากน้อยไปหามากตามลำดับ ที่เรียกว่า ฌาน ๑ ฌาน ๒ ฌาน ๓ ฌาน ๔ นั่นเอง และสงบถึงขีดสุดที่ฌาน ๔ ในที่สุด จนเป็นสภาพจิตอันสงบราบคาบ

เหมือนดังลูกคลื่นน้อยใหญ่ทั้งหลายในมหาสมุทรที่ลดขนาดเล็กลงๆ และหายไปหมดสิ้น เมื่อไม่มีลมพายุพัดรบกวนเลย จนเหลือแต่ผิวน้ำทะเลที่ราบเรียบเป็นเส้นระดับ ฉนั้น.

จากประสบการณ์ที่ผ่านมาดังกล่าวนี้ ผู้ปฏิบัติย่อมเกิดปัญญาที่เป็นหลักทวินิยม เพราะเห็นสัจธรรม ดังต่อไปนี้ :

๑.เห็นสภาพกระสับกระส่ายวุ่นวายของจิต เมื่อมีอารมณ์เข้ามากระทบ แต่ละครั้ง ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเป็น ทุกข์

๒.เห็นสภาพเดิมอันสงบประณีตของจิตตนเอง เมื่อได้สลัดปล่อยวางอารมณ์และอาการของจิตต่างๆออกไปได้อย่างสิ้นเชิงแล้ว ว่าไม่ทุกข์ คือ ไม่ใช่ตัวทุกข์ เป็น นิโรธ

๓. ถ้าปล่อยให้จิตแลบออกไปจากฐานที่ตั้งสติเมื่อใด สภาพวุ่นวายกระสับกระส่าย หรือทุกข์ย่อมเกิดขึ้นเมื่อนั้นทันที จิตเมื่อแลบออกไปจากฐานนี้แล้ว ที่จะไม่ทุกข์นั้น,ไม่มีเลย ดังนั้น การแลบของจิต จึงเป็น สมุทัย

๔. ถ้าพรากจิตออกจากอารมณ์หรือความนึกคิดทั้งหลาย ให้กลับมาตั้งอยู่ที่ฐานที่ตั้งสติอย่างคล่องแคล่วและแนบแน่น ได้สำเร็จเมื่อใด ความวุ่นวายกระสับกระส่ายหรือทุกข์ ย่อมดับไปเมื่อนั้นทันที ดังนั้น การพรากจิตให้กลับมาตั้งอยู่ที่ฐานที่ตั้งสติ จึงเป็น ทางปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ หรือ มรรค นั่นเอง

ผู้ปฏิบัติย่อมเห็นชัดด้วยตนเองว่า การพรากจิตหรือการดึงจิต ออกจากอารมณ์ให้กลับมาตั้งไว้ ณ ฐานที่ตั้งสติ เพียงประการเดียวเท่านั้น จิตก็จะสงบราบเรียบ และทุกข์ก็จะดับไปหมดสิ้น นี้เป็นเรื่องที่สามารถปฏิบัติได้ทุกคน.

※ ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๑๑๙-๑๒๑

อ่านเรื่องสมาธิ จากหนังสือธรรมประทีป ๙ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

Advertisements