ฌานในพระพุทธศาสนา (สัมมาสมาธิ)

สัมมาสมาธิ (สมาธิถูก)

การปฏิบัติ “สัมมาสมาธิ” เป็นการปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ เป็นการศึกษาหาความรู้เรื่องอารมณ์ และฝึกจิตให้มีความคล่องแคล่วว่องไว ในการระงับอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ทุกชนิด

(เป็นงานขั้นแรกที่จะต้องกระทำในการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ ไม่ว่าจะเป็นหมวดกาย เวทนา จิต หรือธรรม ดังจะได้กล่าวต่อไปในเรื่องสติปัฏฐาน ๔)

โดยผู้ปฏิบัติจะเปลี่ยนความสนใจจากอารมณ์ต่างๆที่เข้ามากระทบ ไปเพ่งดูอารมณ์ที่กำหนดไว้ในสติปัฏฐาน ๔ แทน และเพียรประคองจิตไว้ ณ อารมณ์ที่กำหนดนั้นอย่างต่อเนื่องตลอดไป

รวมทั้งจำวิธีปล่อยวางความรู้สึกยินดียินร้ายในอารมณ์เฉพาะหน้าไว้ด้วยความแม่นยำ จนสามารถปล่อยวางอารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ที่มีอยู่เสียได้อย่างสิ้นเชิง จนเป็นสุญญตาไม่มีอะไรเหลือเป็นนิมิตหมายเลย เหล่านี้ คือ ฌาน ในพระพุทธศาสนา

ฌาน (ความเพ่ง)

ในปัจจุบันนี้ พอพูดถึงคำว่า ฌาน ขึ้นมาเมื่อใด ผู้ที่ได้ยินได้ฟังส่วนมากมักพากันเข้าใจว่า เป็นเรื่องของอิทธิฤทธิ์ เหาะเหินเดินอากาศ หรือมีคุณวิเศษในการมองเหตุการณ์ ทั้งในอดีตและอนาคตได้เหมือนแลเห็นด้วยตาเนื้อธรรมดา บางทีก็เข้าใจว่าฌานเป็นเรื่องของศาสนาพราหมณ์ หรือเป็นเรื่องของฤาษีชีไพรไปเลย ยิ่งผู้ที่เรียนพระอภิธรรมด้วยแล้ว เป็นต้องกลัวนักหนาว่า ถ้าจิตของตนมีฌานประกอบแล้ว ก็จะพาให้โง่เขลาเบาปัญญากันหมดสิ้น ซึ่งไม่น่าจะเข้าใจไปถึงเช่นนี้

ในมหาสติปัฏฐานสูตรมีพุทธพจน์ ตรัสไว้ว่า:

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมตามรู้ตามเห็นอย่างไม่ขาดสาย เข้าไปในกาย เวทนา จิต ธรรม อย่างใดอย่างหนึ่ง มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสตินำความยินดียินร้ายในโลก (อารมณ์) ให้พินาศสิ้นไป ดังนี้”

คำว่า “ตามรู้ตามเห็นเข้าไปอย่างไม่ขาดสาย” นี้ ก็คือ “ความเพ่ง” หรือ “ฌาน” นั่นเอง ซึ่งเป็นความเพ่งดูเพื่อศึกษาเรื่องราวของกาย เวทนา จิต ธรรม ในความหมายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง

ผู้ที่ได้ยกจิตขึ้นเพ่งดูอารมณ์เหล่านี้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ย่อมเห็นโดยปราศจากความสงสัยว่าไม่มีสิ่งใดที่จะน่ายินดียินร้าย หรือยึดถือไว้เป็นแก่นสารตลอดไปได้ จึงทำให้รู้จักอารมณ์ตามความเป็นจริง (เกิดญาณขึ้น) และปล่อยวางอารมณ์ต่างๆ (เกิดปัญญา) ได้ในที่สุด

ด้วยเหตุนี้ ผู้ใดจำวิธียกจิตขึ้นเพ่งดูอารมณ์ในสติปัฏฐาน ๔ และประคองไว้อย่างคล่องแคล่ว จิตก็ย่อมเป็นสมาธิตั้งมั่นได้อย่างรวดเร็วเป็นธรรมดา และเมื่อสมาธิเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาก็ย่อมเกิดขึ้นพร้อมกัน คือ ทำหน้าที่ปล่อยวางอารมณ์และอาการของจิตอันเนื่องด้วยอารมณ์(รูปนาม)ด้วย

ดังนั้นคำว่า ฌาน กับ คำว่า สมาธิ จึงเป็นไวพจน์ ซึ่งกันและกันและใช้แทนกันได้ในที่ทั่วไป กล่าวคือไม่มีสมาธิ และวิปัสสนาอย่างใดที่ไม่ต้องยกจิตขึ้นเพ่งอารมณ์เลย

มีพระบาลีซึ่งพระพุทธโฆษาจารย์รจนาไว้ว่า:

“นตฺถิ ฌานํ อปญฺญสฺส นตฺถิ ปญฺญา อฌายิโน, ยมฺหิ ฌานญฺจ ปญฺญาจ นิพฺพานสฺเสว สนฺติเก” แปลว่า “ฌานย่อมไม่มีในผู้ที่ไม่มีปัญญา ปัญญาย่อมไม่มีในผู้ที่ไม่มีฌาน ผู้ที่มีทั้งฌานและปัญญา จึงจะอยู่ใกล้นิพพาน”

นั่นก็คือ เมื่อยกจิตขึ้นเพ่งดูอารมณ์ในสติปัฏฐาน๔ (ฌาน) จนจิตเป็นสมาธิ ปัญญาย่อมเกิดขึ้นพร้อมกัน ทำหน้าที่ปล่อยวางอารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ตามลำดับ จนจิตหลุดพ้นจากการครอบงำปรุงแต่งของอารมณ์ต่างๆ ได้อย่างสิ้นเชิงในที่สุด เป็นจิตบริสุทธิ์ ซึ่งสภาพจิตที่บริสุทธิ์นี้ เรียกว่า พระนิพพาน นั่นเอง.

※ ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๑๑๓-๑๑๕

อ่านเรื่องสมาธิ จากหนังสือธรรมประทีป ๙ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

Advertisements