สัสสตทิฐิ


สัสสตทิฐิ (เห็นผิดว่าอารมณ์หรือโลกเที่ยง)

คำว่า สัสสตทิฐิ นี้ เป็นไวพจน์กับคำว่า อัตตานุทิฐิ หรือ สักกายทิฐิ ซึ่งรวมแล้วแปลว่า เห็นอารมณ์ หรือขันธ์ ๕ เป็นอัตตาตัวตน หรือเป็นกายอันเที่ยงแท้ถาวรของตน เช่น ศาสนาพราหมณ์เห็นว่า พระพรหมเป็นสภาพธรรมที่ดำรงตนอย่างเที่ยงดิ่งตลอดไป

พระพุทธองค์ได้ตรัสปฏิเสธว่า พระพรหม,ถึงแม้จะมีอายุยืนยาวสักเพียงใดก็ตาม ก็ยังเป็นสังขารธรรมที่ถูกอารมณ์ฌานปรุงแต่งอยู่ ดังนั้น จึงยังไม่พ้นจากความครอบงำของพระไตรลักษณ์ไปได้ สักวันหนึ่งข้างหน้าพระพรหมก็จะต้องจุติเปลี่ยนสภาพไปสู่ภพภูมิอื่น,เป็นธรรมดา

ด้วยเหตุนี้ ความเห็นของศาสนาพราหมณ์จึงจัดเป็น มิจฉาทิฐิ ฝ่ายสัสสตทิฐิ เพราะเห็นว่า อารมณ์เที่ยง

เท่าที่ปรากฏอยู่ในวิชาธรรมะ คำที่มีความหมายเป็นไวพจน์,เกื้อกูลกับคำว่า อารมณ์ คือ ขันธ์ ๕,รูปนาม,สังขาร,สังขตะ,โลก,ทุกข์ เหล่านี้ มักใช้แทนกันได้ตามสำนวนที่กำลังเอ่ยถึงอยู่ในขณะนั้น ดังนั้น แต่ละคำเหล่านี้จึงล้วนแล้วแต่มีความหมายว่า ไม่เที่ยงแท้ถาวร ทั้งสิ้น

ถ้าหากใครเข้าใจว่าเป็นสภาพธรรมที่เที่ยงแล้ว ก็ย่อมเห็นผิดจากความเป็นจริง เช่น เห็นว่าพระพรหมดำรงตนอยู่อย่างเที่ยงดิ่ง,เช่นนี้ตลอดไป เป็นต้น ก็เรียกว่าเห็นกลับตาละปัดไปจากความเป็นจริง ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น

นอกจากนี้ ถ้าเห็นว่าเมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์แล้ว ก็เป็นมนุษย์ตลอดไป หรือเมื่อได้เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานแล้วก็เป็นสัตว์เดรัจฉานตลอดไป ตายแล้วก็ไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นตามคติของกรรมที่ตนได้ทำไว้ ก็จัดเป็น สัสสตทิฐิ

แต่ถ้าเห็นว่า จิตของมนุษย์หรือสัตว์ทั้งหลายจะต้องจุติไปเกิดอีกหลังจากที่ตายแล้ว ในเมื่อยังไม่หมดกิเลส ก็จัดว่าเป็น สัมมาทิฐิ ในพุทธศาสนา,ไม่ใช่สัสสตทิฐิ

สำหรับเรื่องสัสสตทิฐินี้ ผู้ที่เริ่มเข้ามาศึกษาธรรมะใหม่ๆ มักจะถูกผู้อื่นเอาสัสสตทิฐิปลอมๆ ซึ่งฝ่าฝืนเหตุผล มาขู่ให้กลัวเกรง ทำให้ลืมเรื่องราวที่ดีที่ชอบ ประกอบด้วยเหตุผลไปเสีย จนทำให้ต้องเห็นคล้อยตามคำขู่นั้นไปด้วย

เช่น เห็นว่าเมื่อสัตว์ตาย แต่จิตเป็นสิ่งที่ไม่ได้ตายสูญหายไปไหน ย่อมจุติออกไปถือกำเนิดในภพชาติใหม่ต่อไปอีก ไม่มีที่สิ้นสุด ก็ขู่ว่านี่เป็น สัสสตทิฐิ

หรือเห็นว่า ในอัตตภาพของคนและสัตว์ ซึ่งประชุมพร้อมด้วยรูปธรรม-นามธรรมนี้ มีอยู่สิ่งหนึ่งที่เป็นสภาพยั่งยืนสำหรับรับผลกรรมที่ได้ทำไว้ ไม่ได้ดับตายหายสูญไปตามร่างกายที่ตายไปด้วย ก็ขู่ว่านี่เป็น สัสสตทิฐิ

ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เริ่มศึกษาธรรมะหันกลับมาเชื่อตามผู้ขู่ ว่าทั้งร่างกายและจิตใจที่ได้ประชุมพร้อมกันอยู่นี้ ไม่มีอะไรเป็นแก่นสารสักนิด จึงไร้ประโยชน์ และดับตายหายสูญไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อสัตว์ตาย

เช่นเดียวกับบุญ-บาป-กิเลสอาสวะที่ได้สั่งสมรวมไว้ในจิตด้วยเหมือนกัน จิตที่ไปเกิดใหม่,เป็นจิตดวงใหม่ แต่สามารถถ่ายทอดรับช่วงบุญบาปจากจิตดวงเก่าได้ อุปมาดังพ่อทำบาปสะสมไว้ พอตายไป ก็ถ่ายทอดบาปกรรมเช่นนั้น ให้ลูกที่เกิดในภายหลังเป็นผู้รับมรดกต่อไป ซึ่งเป็นคำขู่ที่เชื่อถือไม่ได้เลย

ความจริงนั้น พระพรหมก็ดี หรือที่เรียกว่า ขันธ์ ๕ ก็ดี เป็น สภาพธรรมฝ่ายผล(วิบาก) ที่เกิดจากจิตถูกอารมณ์ฌานปรุงแต่งให้มีให้เป็นทั้งสิ้น เมื่อหมดอารมณ์ฌานปรุงแต่งแล้ว จิตก็ย่อมถูกอารมณ์อย่างอื่นทยอยกันเข้ามาปรุงแต่งตามลำดับติดต่อกันไป

อุปมา ดังน้ำสะอาดที่ถูกนำเอาสีเข้ามาผสมปรุงแต่ง ทำให้น้ำมีสีเหมือนกับสีที่เข้าผสมแต่ละสี ฉันใดก็ฉันนั้น

เราจะเห็นว่า ทั้งจิตและน้ำ ได้ยืนเป็นประธาน ให้สิ่งอื่นเข้ามาปรุงแต่งอยู่ ไม่ได้สูญหายไปไหน แต่สิ่งที่เข้ามาปรุงแต่งได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ไม่คงที่เสมอไป

ดังนั้น ถ้าเรากล่าวว่า จิตเป็นธาตุทรงตัว “รู้” อยู่ทุกกาลสมัยตามที่เป็นจริง ย่อมเป็น สัมมาทิฐิ

และในขณะเดียวกัน ถ้าเรากล่าวว่า อารมณ์ฌานที่เข้ามาปรุงแต่งเที่ยงแท้แน่นอน ก็เป็น สัสสตทิฐิ.

※ ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๗๐-๗๓

อ่านเรื่องทิฐิ จากหนังสือธรรมประทีป ๙ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

Advertisements