สัมมาทิฐิ

สัมมาทิฐิ (ความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง)

จะมีขึ้นได้เพราะจิตได้รับการอบรมศึกษา จากการปฏิบัติสมาธิอย่างชำนาญแล้ว จนเห็นด้วยตนเองอย่างชัดเจนว่า จิตเป็นสภาพธรรมที่ทรงความรู้ทุกกาลสมัย ไม่ได้ดับตายหายสูญไปไหน ส่วนอารมณ์เป็นเพียงสิ่งอื่นจากภายนอกที่มากระทบเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แล้วก็ดับไป ไม่อาจยึดถือเป็นตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวรได้

สัมมาทิฐิ แบ่งออกเป็น ๒ ระดับ คือ

๑.สัมมาทิฐิ ที่ยังมีอาสวะกิเลสปนอยู่ หมายความว่า เป็นสัมมาทิฐิที่เป็นที่ตั้งแห่งกุศล ที่ให้ผลเป็นขันธ์ เป็นกรรม-กิเลส และเป็นรูป-เสียง-กลิ่น-รส-ความสัมผัสที่น่าปรารถนาในอนาคต มีอยู่ ๑๐ อย่างคือ

๑.เชื่อว่าการให้ทานมีผล
๒.การบูชาด้วยการบริจาคเครื่องไทยธรรมมีผล
๓.การทำการมงคลด้วยการให้เครื่องสักการะ เครื่องต้อนรับมีผล
๔.วิบากผลของกรรมดี-กรรมชั่วมี
๕.โลกนี้มีสำหรับคนสัตว์ในโลกอื่น
๖.โลกอื่นมีสำหรับคนสัตว์ในโลกนี้
๗.มารดามีบุญคุณ
๘.บิดามีบุญคุณ
๙.สัตว์ที่เกิดเติบโตเต็มที่ทันทีมีอยู่
๑๐.พระสมณพราหมณ์ผู้ดำเนินชีวิตชอบ ปฏิบัติชอบ จนตรัสรู้ด้วยตนเอง แล้วชี้แจงสั่งสอนชุมชนให้รู้ตาม มีอยู่ในโลก

๒.สัมมาทิฐิ ที่ไม่มีอาสวะกิเลสปนอยู่ ได้แก่ พลังปัญญาที่อบรมให้เกิดขึ้นที่จิต จากการปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ (สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ เป็นเหตุให้เกิดสัมมาทิฐิ )

คือ ได้พบเห็นสภาพจิตเดิมของตนเองว่าไม่ใช่ตัวทุกข์ ดังนั้นจึงสามารถปล่อยวางอารมณ์ต่างๆได้ เพราะเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง (เห็นอริยสัจ ๔) คือ

๑.เห็นอาการซัดส่ายของจิตเพราะยึดอารมณ์ เป็นทุกข์
๒.เห็นจิตเมื่อแส่ออกไปรับอารมณ์ที่จะไม่ทุกข์เป็นไม่มี เป็นเหตุแห่งทุกข์ (สมุทัย)
๓.เมื่อจิตปล่อยวางอารมณ์ต่างๆได้ ก็พ้นทุกข์ เป็นนิโรธ
๔.เห็นว่าการปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ โดยมี “สัมมาสมาธิ” เป็นประธาน เป็นหนทางที่ทำให้จิตปล่อยวางอารมณ์ได้ เป็นมรรค

สัมมาทิฐิทั้ง ๒ ประการดังกล่าวนี้ จะมีขึ้นได้ เพราะจิตได้รับการอบรมศึกษาจากการปฏิบัติสมาธิจนชำนาญแล้ว เห็นด้วยตนเองอย่างชัดเจน

แต่ในตอนเริ่มศึกษาธรรมะนั้น เพียงแต่เชื่อ กฎแห่งกรรมว่า ทำดีได้ดี เท่านั้น ก็นับว่าเป็นสัมมาทิฐิแล้ว แต่เป็นสัมมาทิฐิชนิดที่ยังมีอาสวะกิเลสปนอยู่

โปรดดูพุทธอุทานที่มีมา “จตุนฺนํ อริยสจฺจานํ ยถาภูตํ อทสฺสนา สงฺสริตํ ทีฆมทฺธานํ ตาสุตา เสว ชาติสุ ตานิ เอตานิ ทิฏฺฐานิ ภวเนตฺติ สมูหตา อุจฺฉินฺนํ มูลํ ทุกฺขสฺส นตฺถิ ทานิ ปุนพฺ ภโวติ” แปลว่า “เพราะไม่เห็นอริยสัจสี่ตามความเป็นจริง เรา(จิต)จึงได้เวียนว่ายเข้าไปในภพชาติอันยาวนานนับไม่ถ้วน บัดนี้ เราได้ถอนความเห็นผิดในเรื่องภพ และมูลเหตุแห่งทุกข์ออก เสียหมดสิ้นแล้ว,ภพใหม่ต่อไปจึงไม่มีอีก”

ผู้ที่มีเหตุผล ได้เห็นพุทธอุทานข้อนี้ ย่อมแลเห็นได้ว่าทรงตรัสธรรมะแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ จิตของพระองค์ ซึ่งเป็นพุทธะไปแล้ว,ส่วนหนึ่ง กับ ร่างกายของพระองค์ ซึ่งประกอบด้วย ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ อันเป็นภพที่อาศัยของพระองค์,อีกส่วนหนึ่ง

การรู้เห็นตามความเป็นจริง (to know mind and body as it really is)

ก็คือ รู้ว่าอะไรที่เข้าไปเวียนว่ายในสังสารวัฏฏ์ และรู้ว่าอะไรที่ไม่ได้เข้าไปเวียนว่ายในสังสารวัฏฏ์ ซึ่งถ้าใช้หลักของเหตุผลแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า

ผู้ที่เข้าไปเวียนว่ายในสังสารวัฏฏ์ ก็คือ จิตของพระองค์ ซึ่งมีดวงเดียว เกิดดับไม่ได้

แต่ผู้ที่ไม่ได้เข้าไปเวียนว่ายในสังสารวัฏฏ์ ก็คือ ร่างกาย ซึ่งเห็นชัดว่า ตายเน่าผุพังไปหมดสิ้นทุกชาติ(ภพ) ร่างกายจึงเป็นสังขารธรรมที่ต้องปรวนแปรไปตามกาลเวลา,จนถึงวันตาย

ถ้าเห็นว่าร่างกายเที่ยง เป็นสุข เป็นตัวตนของเรา ก็แปลว่า เห็นผิด

แต่ถ้าเห็นว่าร่างกายไม่ใช่ของเที่ยง เป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ ร่างกายไม่ใช่ตัวเรา เป็นเพียงที่อาศัยของเรา ก็แปลว่า เห็นถูก.

※ ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๗๖-๗๘

อ่านเรื่องทิฐิ จากหนังสือธรรมประทีป ๙ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

Advertisements