จิตผสมกับอารมณ์ทำให้เกิดนามขันธ์ ๔ ขึ้น



จิตผสมกับอารมณ์

จิตเมื่อผสมกับอารมณ์ แบ่งเป็นจิต ๓ จำพวก คือ

๑.กามาพจรจิต เกิดขึ้นจากจิตท่องเที่ยวไปในอารมณ์ที่น่ารักน่าปรารถนา โดยออกไปรับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส รวม ๕ ทาง

๒.รูปาพจรจิต เกิดขึ้นจากจิตปรารภถึง รูป เสียง กลิ่น รส ความสัมผัสทางกาย เป็นอารมณ์ทางใจ (ธรรมารมณ์) ที่ปราศจากกาม เป็นรูปฌาน (เพ่งรูปเป็นอารมณ์)

๓.อรูปาพจรจิต เกิดขึ้นจากจิตที่เพิกออกจากอารมณ์ทางใจที่ปราศจากกามดังกล่าวข้างต้น เป็น อรูปฌาน (เพ่งนามเป็นอารมณ์)

จิตเมื่อผสมกับอารมณ์แล้ว ก็ย่อมยึดถือไว้ และถูกครอบงำปรุงแต่งให้หวั่นไหว แล้วแสดงอาการยินดีบ้าง ยินร้ายบ้าง มากบ้าง น้อยบ้าง ตามชนิดของอารมณ์ ซึ่งเป็น อาการของจิต ที่แสดงออกมาเนื่องด้วยอารมณ์ หรือเรียกว่า นามขันธ์ ๔.

อาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ (นามขันธ์ ๔)

๑.เวทนา ความรู้รสชาติแห่งอารมณ์
จัดเป็น ๓ ประเภทตามชนิดของอารมณ์ที่มากระทบ คือ
สุขเวทนา อารมณ์ที่น่ารักใคร่น่าปรารถนา (อิฏฐารมณ์)
ทุกขเวทนา อารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ (อนิฏฐารมณ์)
อทุกขมสุขเวทนา อารมณ์ที่ปรุงแต่งจิตให้มีอารมณ์เฉยๆ (มัชฌัตตารมณ์)

๒.สัญญา ความจดจำอารมณ์
แบ่งเป็น ๖ ประเภทตามชนิดของอารมณ์ที่มากระทบ คือ
รูป (รูปสัญญา)
เสียง (สัททสัญญา)
กลิ่น (คันธสัญญา)
รส (รสสัญญา)
กายสัมผัส (โผฏฐัพพสัญญา)
ความนึกคิดทางใจ (ธัมมสัญญา)

๓.สังขาร ความนึกคิดถึงอารมณ์
จัดเป็น ๓ ประเภทตามอำนาจกิเลสที่เกิดขึ้น คือ
คิดดี เป็น กุศลเจตสิก
คิดไม่ดี เป็น อกุศลเจตสิก
คิดไม่ใช่ดีไม่ใช่ชั่ว เป็น อัญญสมานาเจตสิก

๔.วิญญาณ ความรับรู้อารมณ์ที่เข้ามากระทบ
แบ่งเป็น ๖ ช่องทาง ตามช่องทางที่รับรู้อารมณ์ คือ
จักขุวิญญาณ รับรู้อารมณ์ ทางตา
โสตวิญญาณ รับรู้อารมณ์ ทางหู
ฆานวิญญาณ รับรู้อารมณ์ ทางจมูก
ชิวหาวิญญาณ รับรู้อารมณ์ ทางลิ้น
กายวิญญาณ รับรู้อารมณ์ ทางกาย
มโนวิญญาณ รับรู้อารมณ์ ทางใจ ….เหล่านี้

จิตผู้รู้ชั้นพุทโธ ทรงเป็นผู้ปฏิเสธว่า
อารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ เป็น อนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน)

๑.อารมณ์ ต่างๆ อันได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส ความสัมผัสทางกาย รวม ๕ ประการเหล่านี้นั้น จัดเป็น รูปขันธ์…เป็นอนัตตา

๒.จิตแสดงอาการ ยึดถือครอบครองอารมณ์ไว้ ด้วยความเข้าใจผิด ว่าเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ถาวร ๔ ประการ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งจัดเป็น นามขันธ์ ๔…เป็นอนัตตา เช่นเดียวกัน

รูปขันธ์ ๑ และ นามขันธ์ ๔ เรียกรวมกันว่าเป็น ขันธ์ ๕ หรือเรียกว่า รูปนาม ก็ได้

เมื่อยังไม่มีอารมณ์มากระทบจิต ขันธ์ ๕ หรือ รูปนาม ก็ยังไม่เกิดขึ้น เราเรียกจิตขณะนี้ว่า จิตตกภวังค์ คือ ยังไม่ได้ขึ้นสู่วิถีที่จะรับอารมณ์ หรือเรียกว่า จิตประภัสสร ก็ได้ แต่ถ้าจิตขึ้นสู่วิถีรับอารมณ์เมื่อใด ความประภัสสรก็ย่อมหายไป ขันธ์ ๕ หรือ รูปนาม ก็เกิดขึ้น

มีพุทธพจน์ในอนัตตลักขณสูตร ซึ่งทรงโปรดพระปัญจวัคคีย์เกี่ยวกับ ขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ดังนี้ “รูปํ ภิกฺขเว อนตฺตา” แปลว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปไม่ใช่ตัวตน”

ทรงใช้เหตุผลอธิบายว่า ถ้ารูปใช่ตัวตนแล้ว รูปก็ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความเจ็บไข้ได้ป่วย สัตว์ย่อมหวังในรูปได้ว่า ขอรูปจงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย แต่เพราะสัตว์ไม่อาจหวังในรูปได้ รูปจึงไม่ใช่ตัวตน

และในทำนองเดียวกัน ทรงตรัสถึง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งเป็นอาการของจิตที่เกิดขึ้น เมื่อมีอารมณ์มากระทบว่า ก็ไม่ใช่ตัวตน

และทรงสรุปว่า “เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ,เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทฏฺฐพฺพํ” แปลว่า “บุคคลพึงเห็นสิ่งนั้น(ขันธ์ ๕) ว่านั่นไม่ใช่เรา เราไม่เป็นนั่นเป็นนี่ นั่นไม่ใช่ตนของเรา ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง ดังนี้”

ในตอนท้ายพระสูตรตรัสว่า จิตของพระปัญจวัคคีย์ ได้หลุดพ้นจากอาสวะกิเลส อันเป็นเหตุยึดถือในขันธ์ ๕ ซึ่งแสดงว่า จิต เป็นผู้ปฏิเสธ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่านั่นไม่ใช่สภาพเดิมของจิต แต่เพราะถูกอารมณ์ปรุงแต่ง ทำให้เสียสภาพเดิมไป.

※ ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๑๙-๒๒

อ่านเรื่องจิต จากหนังสือธรรมประทีป ๙ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

Advertisements