อัตตา-อนัตตา

เรื่อง อัตตา-อนัตตา จากหนังสือธรรมประทีป ๙ หน้า ๗๙-๑๐๔

โหลด eBook ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

ความสับสนในพระพุทธศาสนา

กล่าวตามข้อเท็จจริง ต้นเหตุที่ทำให้เกิดความสับสนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในการทำความศึกษาเรื่องธรรมะในพระพุทธศาสนา ก็คือ
๑.การไม่เข้าใจเรื่อง “จิต” กับ “วิญญาณ”(อาการของจิต)
๒.การไม่เข้าใจความหมายของคำว่า “อัตตา” และ “อนัตตา”

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ

คำบัญญัติและคำสมมุติ

คำบัญญัติ คือ การกำหนด หรือตั้งคำพูดเพื่อใช้เรียกขาน บรรดาวัตถุหรือสิ่งของที่มีอยู่แล้ว เพื่อให้ใช้พูดจากันรู้เรื่อง ดังนั้น คำบัญญัติ จึงต้องมีภายหลังวัตถุหรือสิ่งของ

คำสมมุติ คือ การกำหนด หรือตั้งบัญญัติซ้อนบัญญัติลงไปอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้จำกัดชัดลงไปว่า หมายถึง วัตถุชิ้นนั้น สิ่งนั้น หรือหมายถึงคนๆนั้น.

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ

คำบัญญัติและคำสมมุติในพระพุทธศาสนา

ทุกคนต้องใช้ คำบัญญัติ-สมมุติ และต้องจดจำไว้สำหรับพูดให้เป็นอย่างเดียวกันทั้งหมด จึงจะพูดกันรู้เรื่อง ด้วยเหตุนี้ คำบัญญัติ-สมมุติ ทั้งหลาย จึงต้องตั้งขึ้นอย่างมีหลักเกณฑ์ คือ
๑.มีเหตุผล
๒.มีคำไวพจน์อื่นที่ใช้พูดแทนกันได้
๓.พันธุ คือ บัญญัติให้เป็นพวกๆไม่ปะปนกัน
๔.เป็นทวินิยม เพื่อให้เห็นสิ่งคู่กันโดยตรงกันข้าม

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ

อัตตาและอนัตตา

คำว่า อัตตา และ อนัตตา เป็นคำบัญญัติสมมุติในหลักทวินิยมเช่นกัน กล่าวคือ อัตตา แปลว่า ตัวตน, อนัตตา แปลว่า ไม่ใช่ตัวตน แต่ในปัจจุบัน มักแปล อนัตตา ว่า ไม่มีตัวตน ซึ่งมีความหมายผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงอย่างมาก.

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ

อัตตาของศาสนาพราหมณ์กับอัตตาของศาสนาพุทธ

เนื่องจากจิตของพระพรหมยังยึดถืออารมณ์และถูกอารมณ์ปรุงแต่งอยู่ คือเป็นจิตสังขาร จึงจัดเป็นสภาพธรรมที่เป็นอนัตตา ไม่ใช่สภาพตัวตนดั้งเดิม ดังนั้นความเข้าใจของศาสนาพราหมณ์ว่าพระพรหมเป็นอัตตา,จึงไม่ถูกต้อง การเห็นที่ว่าอารมณ์เที่ยง หรือเห็นว่าจิตสังขารเที่ยง จึงเป็นความเห็นผิดฝ่ายสัสสตทิฐิ

พระพุทธองค์ได้ทรงชี้ให้เห็นว่า ตราบใดที่สัตว์ยังติดข้องในอารมณ์อยู่ ตราบนั้นสัตว์จะยังไม่มีทางพ้นทุกข์ไปได้ ดังที่ทรงรำพึงเมื่อทรงศึกษาอยู่ในสำนักพระอุทกดาบสและพระอาฬารดาบสนั้น

ครั้นเมื่อได้ตรัสรู้พระอนตุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว จึงได้ทรงชี้ชัดเจนว่า จิตที่สิ้นความยินดี และแยกออกจากอารมณ์ทั้งปวงอย่างเด็ดขาด คือ วิราคจิต จัดเป็น นิพพาน เป็น อมตธรรม(ธรรมที่ไม่ตาย) ซึ่งย่อมดำรงตนอยู่อย่างเที่ยงแท้ คงทน ถาวร ไม่แปรผันเป็นอย่างอื่นอีกต่อไป เป็น อัตตาตัวตน ในพระพุทธศาสนา และ เป็นที่พึ่ง ได้อย่างแท้จริง ดังที่ทรงยกมาสอนพระอานนท์ว่า “ให้มีตัวตนเป็นเกาะ มีตัวตนเป็นที่พึ่ง” นั้นทีเดียว.

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ

Advertisements