ทิฐิ

เรื่อง ทิฐิ จากหนังสือธรรมประทีป ๙ หน้า ๖๗-๗๘

โหลด eBook ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

ทิฐิ (ความเห็น)

ความจริงแล้ว คำว่า ทิฐิ แปลว่า ความเห็น เป็นคำกลางๆ แต่สังคมเอาไปใช้พูดกันในความหมายที่ว่า เห็นผิด ไปเสีย ถ้าจะพูดให้ถูกต้องแล้ว จึงต้องพูดให้เต็มคำว่า สัมมาทิฐิ (เห็นถูกต้องตามความเป็นจริง) และ มิจฉาทิฐิ (เห็นผิดจากความเป็นจริง) จึงจะตรงกับความหมายที่แท้จริงของศัพท์.

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ

หลักตัดสิน เห็นถูก หรือ เห็นผิด

เห็นสิ่งที่เที่ยงว่าเที่ยง จัดเป็น สัมมาทิฐิ
เห็นสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าไม่เที่ยง จัดเป็น สัมมาทิฐิ
เห็นสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง จัดเป็น มิจฉาทิฐิ ฝ่ายสัสสตทิฐิ (เห็นผิดว่าอารมณ์เที่ยง)
เห็นสิ่งที่เที่ยงว่าไม่เที่ยง จัดเป็น มิจฉาทิฐิ ฝ่ายอุจเฉททิฐิ (เห็นผิดว่าขาดสูญเมื่อสัตว์ตาย)

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ

สัสสตทิฐิ (เห็นผิดว่าอารมณ์หรือโลกเที่ยง)

ศาสนาพราหมณ์เห็นว่า พระพรหมเป็นสภาพธรรมที่ดำรงตนอย่างเที่ยงดิ่งตลอดไป พระพุทธองค์ได้ตรัสปฏิเสธว่า พระพรหม,ถึงแม้จะมีอายุยืนยาวสักเพียงใดก็ตาม ก็ยังเป็นสังขารธรรมที่ถูกอารมณ์ฌานปรุงแต่งอยู่ ดังนั้น จึงยังไม่พ้นจากความครอบงำของพระไตรลักษณ์ไปได้ สักวันหนึ่งข้างหน้าพระพรหมก็จะต้องจุติเปลี่ยนสภาพไปสู่ภพภูมิอื่น,เป็นธรรมดา

ด้วยเหตุนี้ ความเห็นของศาสนาพราหมณ์จึงจัดเป็น มิจฉาทิฐิ ฝ่ายสัสสตทิฐิ เพราะเห็นว่า อารมณ์เที่ยง

นอกจากนี้ ถ้าเห็นว่าเมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์แล้ว ก็เป็นมนุษย์ตลอดไป หรือเมื่อได้เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานแล้วก็เป็นสัตว์เดรัจฉานตลอดไป ตายแล้วก็ไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นตามคติของกรรมที่ตนได้ทำไว้ ก็จัดเป็น สัสสตทิฐิ.

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ

อุจเฉททิฐิ (เห็นสิ่งที่เที่ยงว่าไม่เที่ยงหรือเห็นว่าขาดสูญ)

พวกที่มีความเห็นผิดเป็น อุจเฉททิฐิ นี้ มักเข้าใจว่าไม่มีอะไรที่เป็นแก่นสารถาวรเลย บุคคลพวกนี้เห็นว่าทั้งมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายเกิดมาจากความสนุกสนานร่าเริงกันของบิดามารดา จึงทำให้เกิดรูปร่างกายของตัวเองขึ้นมา และเมื่อเกิดรูปร่างกายขึ้นมาแล้ว ก็มีจิตใจพลอยเกิดตามมาด้วยโดยอัตโนมัติ

ดังนั้น เมื่อร่างกายตายลงเมื่อใด จิตก็ต้องพลอยพินาศดับสูญไปด้วยเช่นเดียวกัน เกิดหนเดียว-ตายหนเดียวเท่านั้น ไม่มีการสืบภพชาติต่อไปอีกแต่ประการใด ความเห็นเช่นนี้จัดว่าเป็น อุจเฉททิฐิ (เห็นว่าขาดสูญ).

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ

สัมมาทิฐิ (เห็นถูกต้องตามความเป็นจริง)

จะมีขึ้นได้เพราะจิตได้รับการอบรมศึกษา จากการปฏิบัติสมาธิอย่างชำนาญแล้ว จนเห็นด้วยตนเองอย่างชัดเจนว่า จิต เป็นสภาพธรรมที่ทรงความรู้ทุกกาลสมัย ไม่ได้ดับตายหายสูญไปไหน ส่วนอารมณ์ เป็นเพียงสิ่งอื่นจากภายนอกที่มากระทบเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แล้วก็ดับไป ไม่อาจยึดถือเป็นตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวรได้

สัมมาทิฐิ แบ่งออกเป็น ๒ ระดับ คือ

๑.สัมมาทิฐิ ที่ยังมีอาสวะกิเลสปนอยู่ หมายความว่า เป็นสัมมาทิฐิที่เป็นที่ตั้งแห่งกุศล ที่ให้ผลเป็นขันธ์ เป็นกรรม-กิเลส และเป็นรูป-เสียง-กลิ่น-รส-ความสัมผัสที่น่าปรารถนาในอนาคต มีอยู่ ๑๐ อย่าง

๒.สัมมาทิฐิ ที่ไม่มีอาสวะกิเลสปนอยู่ ได้แก่ พลังปัญญาที่อบรมให้เกิดขึ้นที่จิต จากการปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ (สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ เป็นเหตุให้เกิดสัมมาทิฐิ)

คือ ได้พบเห็นสภาพจิตเดิมของตนเองว่าไม่ใช่ตัวทุกข์ ดังนั้นจึงสามารถปล่อยวางอารมณ์ต่างๆได้ เพราะเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง.

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ