จิต

เรื่อง จิต จากหนังสือธรรมประทีป ๙ หน้า ๑-๓๐

โหลด eBook ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

จิต คือ ธาตุรู้

จิตคือธาตุรู้ ไม่เคยดับตายหายสูญ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ ผู้เรียบเรียงหนังสือ ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ.

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ

จิตคือหัวใจพระพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนาสอนเรื่อง ชำระจิตให้บริสุทธิ์ สจิตฺตปริโยทปนํ คือ การชำระจิตให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ปราศจากกิเลสต่างๆ ที่จะทำให้จิตเศร้าหมอง.

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ

สภาพเดิมของจิต

จิตมีดวงเดียว ไม่มีรูปร่างให้แลเห็นด้วยตา นอกจากจะแสดง “ความรู้” ออกมาให้รู้สึก โดยผ่านช่องทางซึ่งจิตใช้อาศัยสำหรับติดต่อกับอารมณ์.

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ

ต้นกำเนิดของจิต

จิตเป็นสภาพธรรมที่มีอยู่ก่อนนานมาแล้ว ไม่มีผู้ใดเป็นผู้สร้างขึ้น และไม่ได้เกิดจากเหตุปัจจัยใดๆ ทั้งสิ้น เบื้องต้นเบื้องปลายไม่ปรากฏ จิตไม่เคยดับตายหายสูญไปไหนเลย เวียนว่ายอยู่ในสังสารจักรอย่างไม่รู้จักจบสิ้น.

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ

จิตไม่เคยดับตายหายสูญ

จิตเป็นสภาพธรรมที่ไม่ได้ดับตายหายสูญไปไหน แต่รูปร่างกายซึ่งถือกำเนิดเป็นพระชาติต่างๆนั้นต่างหากที่ไม่เที่ยงแท้ถาวร คือเปลี่ยนไปทุกพระชาติใหม่ทุกชาติ.

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ

จิตทรงไว้ซึ่งความรู้ ไม่มีการเกิดดับ

อะไรเกิดขึ้นก็รู้ อะไรดับไปก็รู้ พอใจก็รู้ ไม่พอใจก็รู้ เฉยๆก็รู้ มีจิตอยู่ที่ใด ย่อมรู้อยู่ที่นั้นตลอดกาล ไม่มีการเกิดดับ กล่าวคือ ไม่มีการรู้บ้าง ไม่รู้บ้าง.

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ

วิธีสาธิตว่า จิตไม่มีการเกิดดับ

จิตคือธาตุรู้ หมายความว่า ที่ใดมีธาตุรู้ยืนทรงตัวอยู่ ก็ต้องแปลว่าที่นั้นมีจิตอยู่ ถ้าธาตุรู้นั้น รู้อยู่โดยตลอดเวลาแล้ว แต่เรากลับพูดว่า จิตเกิดดับ (รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง) ก็ย่อมพูดผิดจากความจริง เพราะว่า ถ้าพูดว่า จิตเกิด ก็ย่อมแปลว่า เดิมไม่มีจิตอยู่ แต่เพิ่งจะมีจิตขึ้นมา และถ้าพูดว่า จิตดับ ก็แปลว่า จิตนั้นได้หายไปแล้ว ขณะนี้ไม่มีธาตุรู้เหลืออยู่อีกแล้ว.

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ

จิตเกี่ยวข้องกับกฎแห่งกรรม

ด้วยเหตุที่จิตไม่เคยดับตายหายสูญ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึง ทรงบัญญัติ กฎแห่งกรรม ลงที่จิต ถ้าหากจิตเกิดดับดังที่สอนกันอยู่จริง กฎแห่งกรรมที่ทรงบัญญัติไว้ย่อมผิดหมด หรือถ้าขืนอธิบายว่า กรรมตั้งอยู่กับอะไรก็ได้ และสามารถถ่ายทอดกรรมจากจิตดวงหนึ่งซึ่งดับไปแล้ว ไปให้จิตอีกดวงหนึ่งรับกรรมแทนกันเป็นทอดๆไป ย่อมเป็นสิ่งที่ขาดเหตุผล ไม่ควรเชื่อถืออย่างยิ่ง.

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ

จิตเป็นหลัก เป็นประธานของธรรมฝ่ายโลกียะทั้งหมด

จิตเป็นหลักเป็นประธานของธรรมทั้งปวง (อารมณ์ที่เข้ามากระทบจิต) จิตไม่มีการดับตายหายสูญตามโลก (อารมณ์) ไปด้วย.

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ

จิตเดิมประภัสสรผ่องใส

จิตเมื่อยังไม่ได้ผสมหรือกระทบกับอารมณ์ ย่อมมีสภาพประภัสสรผ่องใส แต่เมื่อมีอารมณ์มาผสมหรือกระทบเข้า ก็กลายเป็น จิตผสมกับอารมณ์ไป ทำให้ถูกปรุงแต่ง และเกิดความยินดียินร้ายขึ้น จนเสียสภาพประภัสสรผ่องใสที่มีอยู่เดิมไปหมดสิ้น.

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ

จิตประภัสสร กับ จิตบริสุทธิ์

มีสภาพธรรมเหมือนกัน แต่แตกต่างกันโดยภาวะ คือ จิตประภัสสรไม่มีสติควบคุมอยู่ ดังนั้น จึงถูกอารมณ์เข้ามาครอบงำปรุงแต่งตลอดเวลา แต่ จิตบริสุทธิ์นั้นมีสติตื่นควบคุมอยู่อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย อารมณ์ใดๆ ไม่อาจเข้ามาปรุงแต่งได้.

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ

จิตกลับกลอก ไม่ใช่หมายว่าจิตเกิดดับ

จิตเป็นสภาพธรรมที่ดิ้นรน กลับกลอก ว่องไว ปราดเปรียว ในขณะที่กำลังท่องเที่ยวอยู่ในโลกนี้ แต่สามารถฝึกฝนอบรมให้สงบได้ โดยใช้สติเพ่งอยู่อย่างต่อเนื่องที่ฐานที่ตั้งสติ (ปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔).

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ

จิตกับอารมณ์

จิตคือธาตุรู้ ส่วนอารมณ์คือสิ่งที่ถูกจิตรู้ เกิดจากธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ อารมณ์เป็นสิ่งที่มีอยู่ เป็นอยู่ ไม่สามารถรู้อะไรได้เลย แต่จิตรับรู้อารมณ์ได้ เมื่ออารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส กายสัมผัส และธัมมารมณ์ กระทบกับตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เป็นคู่เรียงตามลำดับ.

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ

วิเคราะห์คำว่า เกิด-ดับ หรือ เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป

เมื่ออารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส กายสัมผัส และธัมมารมณ์ กระทบกับตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เป็นคู่เรียงตามลำดับ ทำให้เกิดอาการของจิต (นามขันธ์) ขึ้นที่จิต และดับไปจากจิต แต่จิตยังคงยืนรู้ตลอดทุกกาลสมัย ไม่ได้พลอยเกิดดับตามอารมณ์ทั้งหลายไปด้วย.

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ

จิต คือ ตน

จิตที่ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ปราศจากกิเลส ก็คือ ตน.

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ

อารมณ์เป็นสภาพธรรมที่จิตหลงยึดเป็นตนเอง

อารมณ์ทั้ง ๖ คือ รูป เสียง กลิ่น รส กายสัมผัส ธัมมารมณ์ จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าสู่จิต และปรุงแต่งจิตให้เกิดความฟุ้งซ่านหวั่นไหว ตลอดเวลาโดยไม่มีที่สิ้นสุด เพราะจิตไม่รู้จักตนเอง จึงหลงยึดเอาอารมณ์ซึ่งไม่เที่ยงว่าเป็นตนเอง.

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ

จิตผสมกับอารมณ์ทำให้เกิดนามขันธ์ ๔ ขึ้น

จิตเมื่อผสมกับอารมณ์ (รูป) ทำให้เกิด อาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ (นามขันธ์ ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) หรือเรียก ขันธ์ ๕ หรือ รูปนาม ก็ได้.

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ

จิตกับร่างกาย

จิตเป็นสภาพธรรมที่ไม่มีรูปร่าง (อสรีรํ) จึงไม่สามารถติดต่อรับรู้อารมณ์ใดๆ ได้โดยตรง เมื่อเข้าไปถือกำเนิดในภพภูมิใด จะสร้างรูปร่างกายไว้ใช้อาศัย (ภพ) สำหรับติดต่อกับอารมณ์อีกทอดหนึ่ง.

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ

ร่างกายเป็นเพียงที่อาศัยของจิต (ภพ) ชั่วระยะหนึ่ง

รูปร่างกายเป็นเพียงที่อาศัยของจิต (ภพ) ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น พอสิ้นอายุขัย ก็ต้องแตกแยกและสลายตัวสิ้นสภาพสุดท้ายเป็นธรรมดาเหมือนกันทุกคน แต่จิตเป็นสภาพธรรมที่เคลื่อนออก (จุติ) ไปสร้างรูปร่างกายใหม่ สำหรับอาศัยต่อไปอีก โดยไม่มีที่สิ้นสุด ตลอดเวลาที่เวียนว่ายอยู่ในสังสารจักร.

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ

จิตกับวิญญาณ

จิตสามัญชน เมื่อมีอารมณ์มากระทบ ก็ย่อมรับรู้และยึดถืออารมณ์นั้นๆไว้ ทำให้เกิด วิญญาณ ๖ ขึ้น แต่จิตพระอริยะ ได้รับการอบรมให้ปล่อยวางอารมณ์ทั้งหลายที่เข้ามากระทบ วิญญาณ ๖ จึงดับ เหลือแต่จิต บริสุทธิ์ นิ่ง สงบ อยู่เท่านั้น การรู้ของพระอริยะ เป็นเพียง “รู้สักแต่ว่ารู้” “ระลึกก็สักแต่ว่าระลึก”.

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ

ถ้าจิตไม่เข้าไปยึดถืออารมณ์ ก็ย่อมพ้นจากความตาย

จิตไม่ใช่สภาพธรรมที่ตาย แต่ได้เข้ามายึดถือและปฏิสนธิรวมอยู่กับร่างกาย ซึ่งจะต้องตายตามอายุขัย จึงหลงผิดยึดเอารูปร่างกายว่าเป็นอัตตาตัวตน เมื่อร่างกายถึงเวลาแตกตายลง ก็เข้าใจว่าตนพลอยตายไปตามร่างกายด้วย ทั้งๆที่ตัวเองไม่ได้ตายเลย.

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ

จิต ตน ธรรม เรา คือ สิ่งเดียวกัน

จิต ตน ธรรม เรา คือสิ่งเดียวกัน ส่วนรูปร่างกายนั้นไม่ใช่เรา แต่เป็นที่อาศัยของเราเท่านั้น.

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ

พระพุทธองค์ทรงสอนพระวักกลิว่า จิตคือเรา

“โย ธมฺมํ ปสฺสติ โสมํ ปสฺสติ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา” แสดงว่า จิต คือ ธรรม คือ เรา ส่วนรูปร่างกายไม่ใช่เรา แต่เป็นที่อาศัยของเรา เท่านั้น.

คลิกอ่านบทความนี้เต็มๆ